เทพเจ้ารา (Ra), เร (Re), อาเมน-รา (Amun-Ra), อามอน-รา (Ammon-Ra) คือสุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งเฮลิโอโปลิส นครสุริยะ เทพราจะเสด็จออกจากเมืองเฮลีโอโปลิสพร้อมกับเหล่าเทพเจ้า โดยใช้เรือสุริยันเป็นยานพาหนะ เพื่อตรวจเยี่ยมราษฎรในแคว้นทั้ง 12 แคว้น ทำให้เกิดแสงอาทิตย์ตลอด 12 ชั่วโมงใน 1 วัน

 
 
Ra , Re

คำว่า "รา" อาจหมายถึง ผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และเป็นคำแรกที่นำมาใช้กับคำว่า "Sun" ซึ่งหมายถึง ดวงอาทิตย์ ต่อมาก็ได้กลายเป็นพระนามของเทพเจ้า

 
Re-Harechte
 

เทพเจ้าราทรงมีสัญลักษณ์และพระนามจำนวนมาก นักปราชญ์ชาวไอยคุปต์ได้กล่าวว่าที่สำคัญที่สุด คือ รา-ฮารัคเต ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีพระเศียรเป็นหัวเหยี่ยว ทรงสวมมงกุฎที่เป็นแผ่นวงกลมรูปดวงอาทิตย์และงูเห่ากำลังแผ่แม่เบี้ย

ฮารัคเต หมายถึงเทพฮอรัสแห่งขอบฟ้ากว้างไกล ซึ่งก็คือแหล่งกำเนิดของดวงอาทิตย์นั่นเอง หากพิจารณาถึงบทบาทสำคัญของเทพเจ้า รา-ฮารัคเต ถือว่าเป็นสุริยเทพแห่งเฮลิโอโปลิสที่ชาวไอยคุปต์เคารพบูชาตลอดมา

 
 

 กำเนิดเทพเจ้ารา

บางแหล่งเล่าว่าเทพอตุม (Atum) คือผู้สร้างเทพเจ้ารา บางก็ว่าเทพเจ้าราเกิดจากเทพเจ้านันหรือนุน (Nun) หรือเกิดจากแม่น้ำของเทพนัน บางก็ว่าเทพเจ้าราขึ้นมาตามแรงปรารถนาของเทพเจ้าราเอง บางว่าเทพเจ้าราทรงคิดว่าทรงเกิดจากแผ่นน้ำในยุคแรกแล้วห้อหุ้มด้วยกลีบดอกบัวบานและยามราตรีกาลจะกลับมาบรรทมที่ดอกบัวดอกนี้

บางตำนานก็กล่าวว่าพระองค์เกิดในรูปพญาหงส์หรือนกเบนนูแห่งสวรรค์ (Bennu Bird) แล้วไปเกาะอยู่บนยอดเสาหินเหลี่ยมปิรามิดที่เรียกว่า "แท่งหินเบนเบน" ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรังสีดวงอาทิตย์, แสงอาทิตย์ เราจะเห็นได้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดภายในวิหารของเทพเจ้าราที่เฮลิโอโปลิสก็คือแท่งหินเบนเบน ซึ่งตรงยอดจะมีแสงระยิบระยับเป็นประกายในช่วงเช้าที่พระอาทิตย์ทอแสง

 
 

นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าอีกว่าเทพเจ้าราเป็นพระโอรสของเทพเจ้าเก็ปและเทวีนัท โดยมีรูปร่างเป็นรูปวัวตัวเมีย ทุกๆ เช้า เทพเจ้าจะเกิดเป็นลูกวัว ส่วนในตอนเที่ยงวันจะเติบใหญ่เป็นวัวตัวผู้ และตายในเวลาเย็น จากนั้นก็เกิดใหม่ในเช้าวันต่อไปอีก

บางตำนานเล่าว่าเทพเจ้าราเกิดจากไข่ที่เทพเจ้าพทาห์ปั้นด้วยดินเหนียวและเทพเจ้าเก็ปเป็นผู้ฟักไข่จนเกิดเป็นห่านตัวหนึ่ง

ตำนานของเทพเจ้าราที่รู้จักกันมากที่สุด คือ ตำนานการให้กำเนิดชาวไอยคุปต์และเทวีเช็คเม็ต ( Sekhmet )

 
 

ก่อนที่ดินแดนไอยคุปต์จะผุดขึ้นจากผืนน้ำอันเป็นการเริ่มต้นของกำเนิดโลก รา เทพเจ้าผู้มีรัศมีรุ่งเรือง ทรงถือกำเนิดขึ้นและทรงไว้ด้วยฤทธานุภาพสูงสุด

ในทันใดที่เทพรา ตรัสว่า "ข้าคือ เคปรี (หรือเคเปรา (Khepri, Khepera)) ในยามรุ่งอรุณ คือ รา ( Ra ) ในยามเที่ยง และ ตุม (หรือ อตุม Tum, Atum ) ในยามสายัณห์ " พระองค์ทรงปรากฏร่างเป็นดวงสุริยาที่ขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทิศตะวันออก บทจรข้ามท้องฟ้าและลับหายไปทางทิศตะวันตก ในวันแรกของการให้กำเนิดโลก

เมื่อพระองค์ขนานนาม ชู ( Shu ) สายลมก็พัด สายฝนโปรายปรายเมื่อพระองค์เอ่ยนาม เตฟนุต ( Tefnut ) แล้วพระองค์ก็ทรงเอ่ยนาม เก็ป ( Geb ) ทำให้เกิดแผ่นดินโผล่ขึ้นจากทะเล และทรงเอ่ยออกมาว่า นุต ( Nut ) ก็บังเกิดร่างของเทวีแห่งท้องฟ้าที่หยัดพระบาทไว้ที่ขอบฟ้าด้านหนึ่ง พร้อมวางพระหัตถ์ยังขอบฟ้าอีกด้านหนึ่ง และเมื่อทรงเอ่ยนาม ฮาปิ ( Hapi ) ก็เกิดแม่น้ำไนล์ไหลผ่านดินแดนไอยคุปต์เพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์

แม้ว่าเทพเจ้าราจะเป็นผู้ให้กำเนิดเทพยดาดังกล่าว แต่จริงๆ แล้วพระองค์ยังไม่มีชายาแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมาภายหลังก็ทรงได้พระชายาทรงพระนามว่า "แร็ต" (ซึ่งคงประยุกต์มาจาก "รา" นั่นเอง) นอกจากนี้พระชายายังทรงมีพระนามอีกมากมายเช่น อูแซ็ส และเอิร์ท เฮคู ซึ่งหมายถึงความยิ่งใหญ่ของมนต์วิเศษ

 
Amun
 
Amun-Ra
 

ต่อจากนั้นเทพราจึงทรงสร้างสรรพสิ่งจากพระสาโท ( เหงื่อ ) และน้ำพระเนตร ( น้ำตา ) ที่ไหลมาจากดวงตาแห่งรา สิ่งสุดท้ายที่พระองค์สร้างคือ มนุษย์ชายและหญิงนั้นก็ได้ให้กำเนิดประชาชนที่พำนักอาศัยทั่วไปบนแผ่นดินไอยคุปต์ แล้วเทพราก็ทรงกลายร่างเป็นมนุษย์ และทรงขึ้นครองบัลลังก์เป็นฟาโรห์องค์แรกของไอยคุปต์ ทรงปกครองโลกที่พระองค์สร้างขึ้นมาอย่างรุ่งโรจน์สถาพร ทั้งสงบสุขและมั่งคั่ง

ในยุคสมัยของเทพเจ้ารา แม่น้ำไนล์หลากท่วมท้องนาและลดลงสู่ระดับเดิมทุกปี โดยทิ้งโคลนตะกอนหนาเคลือบผิวดินที่ทำให้ผลผลิตงอกงาม ไม่มีปีใดที่แห้งแล้งเพราะแม่น้ำไนล์หลากน้อยเกินไป หรือท่วมมากหรือล้นเกินไป นั่นถือเป็นยุคทองของไอยคุปต์

แต่เนื่องจากข้อบัญญัติที่กำหนดไว้ว่า ไม่มีมนุษย์คนใดจะมีชีวิตอยู่ได้ชั่วนิรันดร และเทพราก็ทรงเนรมิตให้พระองค์เองกลายเป็นมนุษย์เพื่อปกครองไอยคุปต์ พระองค์จึงต้องดำเนินตามวิถีวัตสังขารเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป เมื่อทรงชรา พระอัฐิ ( กระดูก ) ดูเป็นแท่งเงิน พระวรกาย ( ร่างกาย ) เหมือนทองคำ และพระเกศา ( ผม ) เป็นสีดอกเลา พระองค์ไม่สามารถปกครองผู้คนในไอยคุปต์ได้ดีเช่นเดิม ไม่อาจรบกับอาโปฟิสงูแห่งความชั่วร้ายที่เติบโตขึ้นมาจากละอองปีศาจในความมืดยามราตรี ซึ่งทุกสิ่งที่ดีงามที่สดใสและได้รับจุมพิตจากดวงอาทิตย์จะถูกอาโปฟิสคอยค้นหาและกลืนกิน

ในขณะนั้นปีศาจอาโปฟิสก็เข้าครอบงำขวัญวิญญาณของคนในไอยคุปต์และทำให้คนเหล่านั้นเป็นกบฏต่อเทพรา ทำในสิ่งที่ชั่วร้ายและเคารพบูชางูแห่งความมืดแทนการเคารพบูชาดวงเนตรแห่งทิวาและราตรีกาล

 
Nun
 

เทพราทรงหยั่งรู้สิ่งต่างๆ และแผนการที่ปีศาจในหมู่มนุษย์กำลังเตรียมเพื่อจะโค่นบัลลังก์ของพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงตรัสแก่ข้าราชบริพารทั้งหลายว่า "จงรวบรวมเทพสูงสุดในอาณัติของข้า เร่งให้เทพชู เตฟนุต เก็ป และนุต มายังหอสภา จงตามหา นุน ( Nun ) วิญญาณแห่งท้องน้ำที่ข้าให้กำเนิดในตอนสร้างโลก จงเก็บมันไว้เป็นความลับ และอย่าให้เหล่าปีศาจในมนุษย์รู้ว่าข้ารู้ถึงสิ่งที่พวกมันกระทำ"

ดังนั้น เทพทั้งหลายจึงมาปรากฏต่อเบื้องพระพักตร์เทพรา น้อมคำนับและจุมพิตที่พระบาทเพื่อแสดงความภักดี

เมื่อเทพทั้งหมดเสด็จมาครบองค์ นุน จึงกล่าวสรรเสริญเทพรา ในนามของเทพทุกองค์ "ขอพระองค์ทรงเจริญด้วยพระชนม์มายุและพลานามัย รา ผู้เป็นเทพและฟาโรห์แห่งไอยคุปต์ ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งมวล โปรดบัญชาพวกตามเทวประสงค์"

เทพรา จึงตรัสว่า "นุน ผู้มีอาวุโสสูงสุดของทุกสิ่งและผองเทพที่ข้าเรียกให้มีชีวิต จงดูเถิด มนุษยชาติที่ข้าสร้างในชั่วเวลาวูบเดียว ข้าให้พวกเขาเกิดมาบนโลก และเป็นบริวารของข้า ทั้งยามเป็นและยามตาย ต่อมาบัดนี้ พวกเขากับวางแผนจะล้มล้างข้า ทำแต่สิ่งที่ชั่วร้าย ทำสิ่งที่เลวทรามในสายตาข้าไปจนถึงไอยคุปต์ตอนบน จงบอกข้าสิว่า ข้าควรเผาพวกมันด้วยเปลวเพลิงจากดวงตาของข้าได้แล้วใช่ไหม"

นุน กล่าวทูลแทนคณะเทพว่า "รา ผู้ยิ่งใหญ่เหนือข้า พระองค์นั้นทรงฤทธานุภาพยิ่งกว่าเทพทุกองค์ที่พระองค์สร้างขึ้น หากพระองค์ใช้กำลังเพลิงจากดวงพระเนตรสุริยา ประหารชีวิตมนุษย์ ดินแดนไอยคุปต์ทั้งหมดจะกลายเป็นทะเลทราย ดังนั้น โปรดเนรมิตสิ่งที่จู่โจมทำลายแต่เพียงมนุษย์ชาย-หญิงที่ชั่วร้าย โดยไม่ทำลายต่อสิ่งที่ดีงามเถิด พระเจ้าข้า"

เทพรา จึงตัดสินพระทัยว่า "แทนการใช้เพลิงจากดวงตาเผาผลาญ ข้าจะส่ง เสคเมต ( Sekhmet ) ไปกำจัดมนุษย์"

ขณะที่เทพรา ตรัสถึงชื่อ ' เสคเมต ' สิ่งนั้นก็บังเกิดขึ้นทันทีในรูปของนางสิงห์ร่างขนาดยักษ์ นางพุ่งตรงไปยังไอยคุปต์ตอนบน ขย้ำและกัดกินมนุษย์เป็นอาหารจนแม่น้ำไนล์แดงฉานไปด้วยโลหิตและพื้นดินริมฝั่งแม่น้ำกลายเป็นโคลนเหนียวสีแดง

 
Sekmet
 

ในเวลาไม่นาน มนุษย์ชั่วช้าส่วนใหญ่ก็ถูกเทวีเสคเมตสังหารจนหมด บรรดาคนที่เหลือก็ขอร้องให้เทพราทรงอภัยโทษและเทพราก็ทรงโปรดให้ไว้ชีวิตพวกเขาด้วยพระองค์ไม่ปรารถนาจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด เพราะพระองค์จะต้องกลายเป็นผู้ครอบครองโลกที่อ้างว้างและไม่มีมนุษย์คอยรับใช้

แต่เทวีเสคเมตเกิดติดใจในรสเลือดของมนุษย์ นางจึงไม่ยอมที่จะหยุดล่าสังหาร ทุกๆ วันนางสิงห์จะท่องไปทั่วดินแดนไอยคุปต์และฆ่าทุกคนที่พบเห็น ยามกลางคืนนางจะซ่อนตัวอยู่ในแนวก้อนหินริมทะเลทราย รอคอยให้ดวงอาทิตย์ขึ้นและเริ่มออกล่าอีกครั้ง

เทพราจึงตรัสว่า "กลอุบายเท่านั้นที่จะสามารถหน่วงเหนี่ยวเทวีเสคเมตได้ หากข้าทำได้และช่วยให้มนุษย์พ้นจากเขี้ยวอันคมกริบและอุ้งมือของนางสำเร็จ ข้าจะมอบอำนาจอันยิ่งใหญ่กว่าเดิมและเหนือมนุษย์ให้นาง เพื่อให้นางมีใจยินดีและไม่รู้สึกด้อยเกียรติว่าถูกทอนอำนาจ"

ดังนั้นเทพราจึงทรงเรียกผู้เดินสารที่รวดเร็วว่องไวและทรงบัญชา "จงวิ่งให้เร็วยิ่งกว่าและเงียบยิ่งกว่าเงาของตัวเองไปยังเกาะแห่ง เอเลเฟนไทน์ ( Elephantine ) ในแม่น้ำไนล์ซึ่งอยู่ทางใต้ของ คาตารัคต์ ( Cataract – น้ำตก ) จงนำดินสีแดงซึ่งมีอยู่ที่นั่นเพียงแห่งเดียวมาให้ข้าโดยด่วน"

เหล่านักเดินสารมุ่งฝ่าความมืดและกลับมายังเฮลิออโปลิสนครแห่งเทพรา พร้อมกับดินสีแดงจาก เอเลฟันไตน์ จำนวนมาก ในขณะเดียวกันโดยราชโองการของเทพรา นักบวชหญิงแห่งวิหารดวงอาทิตย์ทุกองค์และผู้รับใช้ในพระราชวังทุกคนก็ร่วมกันบดข้าวบาร์เลย์ และเริ่มทำเบียร์ซึ่งทำได้ถึง 7,000 เหยือก แล้วผสมดินนั้นเข้ากับดินของ เอเลฟันไตน์ จนมีสีแดงข้นราวกับเลือดเมื่อต้องแสงจันทร์

"เอาล่ะ" เทพราทรงเอ่ยขึ้น "ขนสิ่งนี้ทวนกระแสน้ำเพื่อคุ้มครองมนุษยชาติ นำไปยังที่ที่เทวีเสคเมตมุ่งจะไปทำการล่าเหยื่อในวันรุ่งขึ้นและเทมันลงบนพื้นเพราะนี่จะเป็นกับดักเพื่อจับนาง"

 
Sekmet
 

เมื่อฟ้าสางเทวีเสคเมตออกจากถ้ำของนางหลังกองหิน นางอยู่ท่ามกลางแสงแดดและมองไปรอบๆ เพื่อหาอาหาร นางไม่เห็นมีสิ่งมีชีวิตใดๆ แต่สถานที่ที่นางได้ฆ่าคนไปมากมายเมื่อวานนี้ กลับกลายเป็นท้องนาที่ถูกปกคลุมด้วยบางสิ่งที่หนาเท่ากับความกว้าง 3 ฝ่ามือและดูเหมือนเลือด

เทวีเสคเมตจึงหัวเราะด้วยเสียงราวกับเสียงคำรามของนางสิงห์ที่กำลังหิวโหย นางคิดว่าสิ่งนั้นคือเลือดที่นางทำให้มันหลั่งในวันก่อน นางจึงก้มลงและดื่มมันอย่างตะกละตะกราม ดื่มแล้วดื่มเล่า ฤทธิ์ของเบียร์ที่แล่นเข้าสู่สมองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนนางสิงห์ไม่อาจออกล่าหรือสังหารได้

จวบจนกลางวันใกล้จะสิ้นสุด นางคลานมาจนถึงเฮลิออโปลิสที่เทพราทรงรอคอยอยู่และเมื่อกลางวันแตะขอบฟ้า นางสิงห์ก็มิได้สังหารมนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงแม้สักคนเดียวตั้งแต่เย็นเมื่อวาน

"เจ้ามาโดยสันติ ดีมาก" เทพราตรัส "สันติจงมีแด่เจ้าเช่นเดียวกับนามใหม่ เจ้ามิใช่ เสคเมต นักฆ่าอีกต่อไป แต่เป็น ฮาเธอร์ ( Hathor ) เทพีแห่งความรัก อำนาจที่เจ้ามีต่อมนุษย์จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพราะความรู้สึกแห่งรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความเกลียดชัง ทุกคนที่ได้รู้จักความรักจะเป็นเหยื่อของเจ้า ยิ่งกว่านั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงวันนี้ นักบวชหญิงแห่งความรักจะดื่มเบียร์แห่ง เฮลิออโปลิส กับดินสีแดงแห่ง เอเลฟันไตน์ ในวันแรกของทุกปี เป็นเทศกาลอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นเกียรติต่อ ฮาเธอร์"

 
Hathor
 

ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติจึงปลอดภัยเพราะเทพราผู้ซึ่งให้ทั้งความปิติและความเจ็บปวดใหม่แก่มนุษย์

 

เทพรากับเทวีไอซิส

 
Uraeus
 

เทพราได้สร้างสิ่งมีชีวิตทุกอย่างไม่มีสรรพสัตว์ใดๆ เกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากพระองค์ แต่เทวีไอซิสก็ได้สร้างงูเห่าตัวแรกได้ นั่นคือ “อูรายอุส”  ( Uraeus ) ซึ่งกลายเป็นงูพิษใหญ่ที่น่าเกรงขามของไอยคุปต์ นางสร้างมันขึ้นจากการเก็บดินที่ชื้นด้วยพระเขฬะของเทพราที่กระเด็นและไหลออกจากพระโอษฐ์ลงบนฝุ่นถนนเมื่อตอนที่พระองค์เสด็จเยือนไอยคุปต์ตอนบนและไอยคุปต์ตอนล่างทุกเช้า เทวีไอซิสปั้นดินนั้นเป็นรูปงูเห่า เติมพิษอันร้ายแรงแห่งรัตติกาล และซ่อนมันไว้ในพงหญ้าข้างทางที่เทพรามักจะเสด็จผ่าน

วันต่อมาขณะที่เทพราทรงดำเนินออกมาทอดพระเนตรอาณาจักรของพระองค์ งูเห่าที่เทวีไอซิสได้ปล่อยไว้ก็ชูคอแผ่แม่เบี้ยเหนือแนวหญ้าฉกกัดพระบาทของพระองค์แล้วเลื้อยหายไป

 

เทพราประหลาดพระทัยจนตรัสอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่งและเมื่อความเจ็บปวดซึมแล่นผ่านร่างราวถูกไฟเผา พระองค์ก็เปล่งเสียงร้องครางกึกก้องไปทั่วทั้งไอยคุปต์ เทพและเทวีทุกองค์ก็ทรงรุดเข้าเฝ้ารวมทั้งเทวีไอซิส

ทวยเทพโค้งคำนับและทูลถาม “เกิดสิ่งใดขึ้นหรือพระเจ้าข้า องค์ผู้สร้างเทพและมนุษย์ทั้งมวล”

"มีอะไรสักอย่างทำร้ายข้า!!" เทพราทรงตอบ “สิ่งที่หัวใจของข้าไม่รู้จักมัน สิ่งที่นัยน์ตาของข้าไม่เคยเห็น และสิ่งที่มือของข้าไม่ได้สร้างขึ้นมา ข้าจำไม่ได้ว่า มันเป็นสิ่งที่ข้าทำขึ้น ข้า-ผู้สร้างทุกๆ สิ่ง เอาล่ะ! จงให้ลูกหลานของเหล่าเทพที่รู้เวทมนตร์และคาถาอาคมเข้ามาหาข้า พวกที่มีความรู้เทียมทันสรวงสวรรค์ อาจมีใครสักคนช่วยข้าได้"

ทวยเทพจึงให้พวกลูกหลานเข้าไปหาเทพราทีละคนแต่ไม่มีใครช่วยได้ จนกระทั่งความเจ็บปวดจากรอยงูเห่ากัดทวีขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุดก็เป็นคราวของเทวีไอซิส นางคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมเบื้องพระพักตร์เทพรา "เทวบิดา มิใช่สิ่งใดที่ขบกัดท่าน หากแต่มันเป็นงูซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งที่พระองค์สร้างมาที่ได้เนรคุณ ข้าจะตรึงมันด้วยอำนาจเวทอันทรงอำนาจ ข้าจะทำให้มันต้องซ่อนตัวจากสายเทวเนตร"

 

เทพราทรงตอบ "ตอนที่ข้าเดินอยู่บนทางระหว่างดินแดนไอยคุปต์ตอนบนและล่างเพื่อดูแลสิ่งที่ข้าสร้างไว้ ข้าถูกงูที่มองไม่เห็นตัวหนึ่งกัดเอา งูใหญ่ที่ข้าไม่ได้สร้างและมีพิษที่ข้าไม่รู้จัก พิษนั้นไม่ใช่ทั้งน้ำและไฟ หากแต่บางครั้งมันก็ทำให้ข้ารู้สกหนาวเหน็บยิ่งกว่าน้ำและบางครั้งร้อนรุ่มยิ่งกว่าไฟ ตอนนี้ตัวข้ากำลังมีเหงื่อผุดขึ้นมามากและหนาวสั่นผิดปกติ ดวงตาของข้าพร่ามัวจนมองไม่เห็น ภายในศีรษะข้าปวดยิ่งนักและร้อนผ่าวราวกับถูกแสงแดดแห่งฤดูร้อนแผดเผาเลยทีเดียว"

เทวีไอซิสโน้มศีรษะเข้าไปใกล้เทพราและกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า "ข้าแต่เทวบิดา ข้าสามารถแก้พิษอันร้ายกาจนี้ได้ บอกพระนามลับแก่ข้า เพราะการผสมผสานพระนามลับของพระองค์กับมนตราของข้าเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยรักษาพระองค์ได้"

เทพราจึงทรงกล่าวชื่อมากมายที่ผู้ตนขนานนามพระองค์ นามที่บอกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ทรงสร้างขึ้น สรวงสวรรค์กับพื้นพิภพ ทะเลกับความลี้ลับของปลายเส้นขอบฟ้าอันลึกลับทั้งสอง ความมืดกับแสงสว่าง แม่น้ำไนล์ที่ยิ่งใหญ่ และนอกจากสรรพสัตว์ที่ดำเนินชีวิตอยู่ทั้งมวลแล้ว ยังรวมถึงสรรพสิ่งทั้งปวงอีกด้วย

เทพราทรงจบลงว่า "ข้า เคเปรา ( Khepera ) ในยามรุ่งอรุณ คือ รา ( Ra ) ยามเที่ยงวัน และคือ ทุม ( Tum ) ในยามที่เงาบ่ายต้องผืนโลก"

 
Isis เทวีองค์มักถูกเข้าใจผิดให้ไปรวมกับ Hather ถึงแม้ว่าจะมีบางยุคสมัย
ที่มีการรวมเทวี 2 องค์นี้เป็นองค์เดียวกันแต่ส่วนใหญ่แล้วจะนับเป็นคนละองค์
ให้สังเกตสัญลักษณ์บนศีรษะด้วย เพระเว็บต่างประเทศมีลงรูปผิดมาก
 

แต่พิษนั้นมิได้มีปฏิกิริยาใดๆ กับชื่อแล้วชื่อเล่าที่เทวีไอซิสกล่าวตาม เทวีไอซิสจึงทูลว่า "เทวบิดาเจ้าข้า พระนามลับของพระองค์มิได้มีอยู่ในชื่อที่เอ่ยถึงเลย บอกพระนามลับนั้นแก่ข้า พิษจึงจะออกมา พระองค์จะรอดหากข้าได้กล่าวพระนามนั้นในมนตราจะทำให้คาถาอาคมของข้านั้นออกฤทธิ์สำแดงเดช"

พิษนั้นกำเริบจนร้อนยิ่งกว่าเปลวเพลิงที่ร้อนแรงที่สุด เทพราจึงครางออกมาว่า "จงสาบานมาก่อนว่าจะไม่มีใครรอดไปได้เมื่อรู้ชื่อข้า นอกจาก ฮอรัส ( Horus ) บุตรของเจ้าที่จะเกิดกับโอซิริส ฮอรัส จะปกครองดินแดนไอยคุปต์เมื่อโอซิริสจากไปยังดินแดนของผู้ตายทางทิศตะวันตก"

เทวีไอซิสเอ่ยสาบาน พระนามลับของเทพราจึงผ่านออกจากดวงหทัยเข้าสู่หัวใจของ “คา” (Ka) อันเป็นร่างวิญญาณหรือกายทิพย์หรือร่างที่ 2 ของเทพรา กระซิบนามนั้นสู่ “คา” ของ เทวีไอซิส

ทันทีที่รู้พระนามลับนั้นเทวีไอซิสก็ร่ายมนตราที่ได้เรียนมา "พิษแห่งงูเห่าจงไหลออกมา! ด้วยมนตราของข้า พิษจงออกจากองค์เทพผู้ทรงทรมาน เพราะเทพราได้ทรงบอกพระนามลับแก่ข้าแล้ว พระองค์จะทรงดำรงอยู่ หากพิษต้องสลายไปด้วยมนตราของข้า ไอซิสเทวีแห่งมวลเทพ หนึ่งเดียวในหมู่ทวยเทพที่รู้จัก อาเมน-รา ในพระนามของพระองค์เอง"

และแล้วความเจ็บปวดจากพิษงูเห่าก็หมดไปจนเทพราไม่รู้สึกถึงมันอีก

 
 

ในที่สุดเทพเจ้าราก็ทรงตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ในการปกครองโลกมนุษย์ จึงทรงคิดที่จะละจากการปกครองโลก ดังนั้นจึงทรงวัวตัวเมีย (หรือเทวีนัท) เหาะขึ้นสู่สวรรค์ ส่วนเทพเจ้าและเทวีได้ตามเสด็จโดยเกาะไปกับท้องวัวด้วย และได้กลายเป็นดวงดาวต่างๆ ในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้สวรรค์กับโลก และเทพเจ้ากับมนุษย์ถูกแยกจากกันโดยปริยาย กลายเป็นโลกใหม่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ทุกๆ วันเทพราจะข้ามขอบฟ้าจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกเฉกเช่นดวงอาทิตย์ และทุกๆ คืนพระองค์ก็ผ่านเข้าสู่ใต้พื้นโลก ผ่าน 12 แคว้นที่เรียกว่า “มตภพดูอัต” ซึ่งเหล่าวิญญาณคนตายจะต้องผ่านเพื่อไปให้ถึงอาณาจักรอมตะ

ส่วนเทพเจ้าราก็ทรงสละตำแหน่งผู้ปกครองโลกให้แก่เทพเจ้าธอธ (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์และความรู้) ซึ่งทรงได้นำแสงสว่างกลับมาสู่มวลมนุษย์อีกครั้ง นี่คือเรื่องราวที่ชาวไอยคุปต์เล่าถึงในชีวิตประจำวันช่วงที่อาทิตย์มืดมิด หรือหายไปในเวลากลางคืน และจะมีดวงจันทร์กลับมาให้ความสว่างแทน

และภายหลังเทพธอธ เทพโอซิริสก็ดำรงฐานะเป็นฟาโรห์แห่งไอยคุปต์แทนโดยมีเทวีไอซิสเป็นราชินี ทั้งสองสถาปนาเมือง “ทีบส์” เป็นเมืองหลวง และปกครองบ้านเมืองด้วยพระสติปัญญาอันชาญฉลาด

 

การเดินทาง 12 ชั่วโมงของเทพรา

 
 

มีตำนานประหลาดอีกเรื่องเล่าอีกว่าเทพเจ้ารา ทรงเกิดขึ้นตอนเช้าเป็นเด็ก ตอนเที่ยงก็จะเป็นผู้ใหญ่ ตอนเย็นก็จะเป็นคนชราและต้องตายในคืนนั้น ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับตำนานเทพเจ้าราขณะที่ทรงปกครองโลก โดยได้เล่าไว้ว่า เมื่อเทพเจ้าราเสด็จลงประทับเรือเดินทางในยามรัตติกาลก็จะจำแลงเปลี่ยนพระเศียรเป็นรูปหัวแกะ พระองค์ทรงเดินทางตลอด 12 ชั่วโมงแห่งความมืด ซึ่งรายละเอียดจะมีดังนี้

ในช่วงที่เทพรากลับไปสวรรค์โลกมนุษย์ถูกกั้นอาณาเขตโดยภูเขาซึ่งช่วยพยุงท้องฟ้าไว้ ทุกวันดวงอาทิตย์หรือเทพราจะขึ้นภูเขามานู ( Manu ) ทางทิศตะวันออก จากนั้นก็จะเริ่มเดินทางข้ามผ่านท้องฟ้าเรียกว่า การเดินทางของเรือมันเจต,เมเซ็คเค็ต ( Manjet ) ซึ่งแปลได้ว่าเรือยามราตรีหรือเรือนับล้านๆ ปี (?) โดยมีเหล่าเทพเจ้าเป็นเสมือนลูกเรือติดตามมาด้วย รวมถึงเทพเก็บ (Geb) เทพธอธ ( Thoth ) และบุคลาธิฐานจากพลังสุริยะมากมายเช่น ฮู ( Hu ) เสียงทรงอำนาจซึ่งได้แก่คำบัญชาจากสวรรค์, สิอา ( Sia ) ความฉลาด, ฮิเค ( Hike ) ซึ่งหมายถึงมายิก (Magic) บางครั้งเทพ ฮอรัส ( Horus ) จะร่วมในการเดินทางด้วยโดยจะยืนอยู่หัวเรือเพื่อทำลายศัตรูของเทพรา

ขณะที่แล่นเรือผ่านฟากฟ้าเทพราจะสวมมงกุฎ 2 ชั้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การรวมไอยคุปต์ตอนบนและล่างเข้าด้วยกัน มงกุฎสีแดงคือไอยคุปต์ตอนล่าง สีขาวคือไอยคุปต์ตอนบน ส่วนฟาโรห์จะมีมงกุฎที่มีรูปงู อูรายอุส ( Uraeus ) อยู่ข้างหน้าและพ่นไฟออกมาเพื่อไล่ศัตรู

 
 
 
solar barque
 

หัวหน้างูใหญ่ศัตรูของเทพรา คือ อาโปฟิส ( Apophis ) ซึ่งอาศัยอยู่ในวังน้ำลึกของแม่น้ำแห่งเทพนุน ทุกวันมันจะคอยขัดขวางเรือสุริยะไม่ให้แล่นไป มีเรื่องเล่าว่าอาโปฟิสเป็นสุริยะเทพแรกเริ่ม แต่ถูกละทิ้งก่อนที่เทพราจะสร้างโลก ซึ่งทำให้มันไม่พอใจในการเดินทางของเทพรา มันมักจะพ่ายแพ้ต่อเทพราเสมอเวลาที่รบพุ่งกัน ในครั้งที่รบกันรุนแรงเทพเสต ( Set ) จะมายืนอยู่หัวเรือเพื่อสู้กับอาโปฟิสถ้าครั้งใดที่อาโปฟิสมีชัยชนะจะเกิดพายุ หรือเชื่อว่าการเกิดคราสต่างๆ นั้นหมายถึงว่าอาโปฟิสได้กลืนเรือสุริยะเข้าไป

ผู้คอยปกป้องเทพราและเทพโอซิริส ( Osiris ) ในโลกแห่งความตายก็คือ อิมเซติ ( Imseti ) ผู้พิทักษ์ตับของผู้วายชนม์, ฮาปิ ( Hapi ) ผู้พิทักษ์ปอดของผู้วายชนม์, ดูอามูเตฟ ( Duamutef ) ผู้พิทักษ์กระเพราะอาหารของผู้วายชนม์ และ กีเบห์เซนูฟ ( Qebehsenuf ) ผู้พิทักษ์ลำไส้ของผู้วายชนม์

 
 

เทพราจะแล่นเรือไปมตภพดูอัต (Duat) 12 ชั่วโมง หรือ 12 ฉาก เริ่มการเดินทางที่ทิศตะวันตก

เมื่อเข้าถึงฉากแรกหรือชั่วโมงที่ 1 เทพรา จะมีพระเศียรเป็นแกะ พระองค์ทรงมีพระนามอีกว่า อัฟ-รา หรือ อัฟ ซึ่งหมายถึงซากศพคนตาย บนเรือสุริยะมีเทพ 2 องค์ประทับอยู่บนหัวเรือชื่อว่า ผู้เปิดทางจิต มีเทวีแห่งเรือสุริยะเทพ สวมเขาวัวและวงสุริยะ พระเศียรเป็นเหยี่ยวยืนประทับอยู่ด้วย ที่หางเสือมีเทพ 4 องค์ พระนาม วัวแห่งความจริง ผู้รอบรู้ ผู้มุ่งหมาย และ ผู้นำทางเรือ มีลิงบาบูน 18 ตัว เปิดประตูให้พระองค์และร้องเพลงขณะที่เรือแล่นเข้ามาใน มตภพ และเทวีงูใหญ่ 12 องค์ เป็นผู้จุดไฟให้แสงสว่าง

(เสริมจาก Book of Amduat) ชม.ที่ 1 ไม่ได้จำเป็นต้องมีลิงบาบูน 18 ตัว ถ้าไปวิเคราะห์จาก KV62 ของ Tutankhamun แล้วจะมีลิงบาบูนเพียง 12 ตัวเท่านั้น แต่ถ้าวิเคราะห์จากผนังสุสานใน KV34 และ KV35 จะพบว่ามีลิงบาบูน 18 ตัวจริงๆ อยู่คนละฟากฝั่งของแม่น้ำที่เรือสุริยะเดินทางไป จริงๆ แล้วเรือใน ชม.ที่ 1 นี้บางครั้งก็มี 2 ลำเรียกว่า Day Bark กับ Night Bark จุดประสงค์ของ ชม.ที่ 1 คือการต้อนรับเรือสุริยะเข้าสู่ดินแดน Duat

ชั่วโมง 2 จะมีงูพ่นไฟคอยเฝ้าอยู่ประตูอยู่ แต่เทพที่อยู่บนเรือสุริยะสามารถสั่งให้ประตูเปิดออกได้ เป็นดินแดนของเทพเจ้าและกษัตริย์อยู่รวมกันอย่างสงบสุข

(เสริมจาก Book of Amduat) ไม่ปรากฏว่ามีงูพ่นไฟ ชั่วโมงที่ 2 นี้เรียกว่า Fields of the Blessed ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำ ครอบครองโดยชาวนานามว่า Wernes แม้จะไม่มีกษัตริย์อยู่ในภาพของ ชั่วโมงที่ 2 แต่ว่าก็ดูเป็นชั่วโมงแห่งความสงบสุขชั่วโมงหนึ่ง

ชั่วโมงที่ 3 เทพราจะชุบชีวิตเทพโอซิริสโดยการดลบันดาลจิต ซึ่งพลังในการตัดสินใจและการกระทำแด่เทพโอซิริส

(เสริมจาก Book of Amduat) ชั่วโมงที่ 3 เต็มไปด้วยน้ำเช่นเดิม เป็นชั่วโมงที่ Ra และ Osiris เผชิญหน้ากัน แต่ไม่ทราบว่ามีการชุบชีวิตให้กันหรือไม่
 

 

ชั่วโมงที่ 4 จะเป็นทางลาดเอียง มีประตูเปิดอยู่ 2 ประตู มีงูเฝ้าประตูอยู่ บางตัวก็มีหัวเป็นมนุษย์และมีขาสั้น 4 ขา หรือมีหัวเป็นงูและปีก 2 ปีก งูเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายเทพรา ได้ ทางลาดเอียงนี้คือ ทางสู่มตภพ เรียกว่า ประตูเข้า-ออก ถ้าผ่านเส้นทางนี้ไปได้จะเข้าถึงร่างของ เสเคร์ ( Seker ) เทพสุสานแห่งเมืองเมมฟิสและหลุมฝังศพของเทพโอซิริส

(เสริมจาก Book of Amduat) จริงๆ แล้วทางลาดเอียงนั้นคือ Path of Fire ซึ่งกั้นไว้ไม่ให้เรือสุริยะผ่านไป เมื่อผ่านทางนี้ไปจะได้เข้าไปสู่ Cave of Sokar
 
ชั่วโมงที่ 5 เป็นชั่วโมงที่สำคัญของการเดินทาง เรือสุริยะได้เดินทางมายังดินแดนแห่งเสเคร์ เทพเสเคร์ มีเศียรเป็นเหยี่ยวยืนอยู่บนหลังงูใหญ่ที่มีหัวเป็นมนุษย์ และยังทรงพบเทวีไอซิส ( Isis ) และ เทวีเนฟทิส ( Nephthys ) ในรูปนกเหยี่ยวขนาดเล็กอยู่ใกล้กับเนินดินที่เป็นสัญลักษณ์ของสุสานในทะเลทรายแห่งโอซิริส โดยมีหัว 4 หัวคอยพ่นไฟเฝ้าประตูทางเข้าอยู่ จากนั้นเรือสุริยะจะมาหยุดต่อหน้าเทพธอธ (Thoth)

(เสริมจาก Book of Amduat) ชั่วโมงที่ 5 คือ Cave of Sokar ไม่ยืนยันว่าเรือไปหยุดหน้าเทพ Thoth

ชั่วโมงที่ 6 เทพ ธอธ จะอยู่ในรูปของลิงบาบูนกำลังอุ้มนกช้อนศักดิ์สิทธิ์อยู่

(เสริมจาก Book of Amduat) ไม่มีทั้งเทพ Thoth และไม่มีนกช้อน ชั่วโมงที่ 6 คือชั่วโมงที่เรือสุริยะเดินทางถึงจุดต่ำสุด (เพราะเป็นชั่วโมงตรงกลางพอดี) และเป็นจุดที่ Re กับ Osiris รวมกัน เพื่อเตรียมเกิดใหม่ในวันต่อไปครับ

 
 

ชั่วโมงที่ 7 จะพบกับวิญญาณชั่วที่คอยดึงเชือกลากเรือไม่ให้แล่นต่อไป กระนั้นศัตรูก็จะถูกจับและถูกสังหาร งูอาโปฟิส พยายามที่จะกลืนกินเรือสุริยะ แต่เทวีแมงป่อง เสร์เคต ( Serket ) และเทพที่มีพระนามว่า “เจ้าแห่งความมืด” จะจับหัวและหางอาโปฟิสเอาไว้จากนั้นจะใช้ใบมีดแทงที่หัวและตัวของมัน

(เสริมจาก Book of Amduat) ชั่วโมงที่ 7 เป็นชั่วโมงที่ Apophis ถูกฆ่า แต่เรื่องเจ้าแห่งความมืดจริงๆ ต้องเป็น "เจ้าแห่งมีด"

ชั่วโมงที่ 8 เทพราจะพบกับเหล่าเทพต่างๆ บ้างก็อยู่ในรูปของมัมมี่ บ้างก็เป็นมนุษย์นั่งอยู่ บ้างก็มีศีรษะเป็นวัว แพะ หนู พังพอน จระเข้ หรือ ฮิปโปโปเตมัส และอยู่ในรูปของงูเห่า เทพเหล่านี้จะตอบสนองเสียงเรียกของเทพรา ขณะที่เรือสุริยะแล่นผ่าน

(เสริมจาก Book of Amduat) เป็นชั่วโมงที่เกี่ยวกับการเดินทางไปถึงสุสานแห่งหนึ่ง ซึ่งมีมัมมี่ยืนอยู่เรียงราย

ชั่วโมงที่ 9 เทพราจะพบกับงูเห่าพ่นไฟ 12 ตัว ซึ่งเป็นผู้คุ้มกันเทพโอซิริสและจะดื่มเลือดผู้ที่มันฆ่าเป็นอาหาร และยังแล่นเรือผ่านเหล่าเทพที่ถือคทากิ่งปาล์มซึ่งเป็นเทพที่รับผิดชอบในการแกะสลักต้นไม้หรือพืช

(เสริมจาก Book of Amduat) ชั่วโมงที่ 9 เป็นการ  "พักผ่อน" ของเหล่าลูกเรือของสุริยะเทพ จุดนี้ไม่มีศัตรูของเทพ Ra ออกมาอีกแล้ว รวมทั้งมีงูเห่า 12 ตัวคอยพ่นไฟให้แสงสว่างแก่เรือสุริยะเทพครับ

 
 

ชั่วโมงที่ 10 เป็นสัญลักษณ์การกลับมาเกิดของเทพเจ้าในรุ่งอรุณ แมลงสคารับ ( Scarab ) กำลังยึดไข่ ซึ่งจะปรากฏในฟากฟ้าฝั่งตะวันออกต่อไปและวงสุริยะ 2 วง พร้อมที่จะถูกดุนขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้านหน้าเรือสุริยะมีกองทัพเทพเจ้า 12 องค์ คอยเป็นผู้คุ้มกันให้เรือสุริยะถึงฟากฟ้าฝั่งตะวันออกอย่างปลอดภัย

(เสริมจาก Book of Amduat) ชั่วโมงที่ 10 เป็นชั่วโมงที่คล้ายๆ Book of Gates ในชั่วโมงที่ 9 ซึ่งจะมีภาพของ "คนจมน้ำ" ซึ่งสื่อถึงการชำระล้างบาป แล้วก็ได้เกิดใหม่นั่นเองครับ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของชั่วโมงที่ 10

ชั่วโมงที่ 11 ศัตรูของเทพรา จะถูกโยนลงไปในบ่อไฟ ซึ่งแต่ละบ่อจะมีเทวีคอยพ่นไฟใส่อยู่

(เสริมจาก Book of Amduat) ชั่วโมงที่ 11 มีเทวีพ่นไฟ ยังมีภาพคน 12 คนถืองูไว้บนหัว เดินนำหน้าเรือสุริยะเทพด้วย ซึ่งก็เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อให้สุริยเทพขึ้นสู่ท้องฟ้า

ชั่วโมงที่ 12 เรือสุริยะจะถูกลากเข้าไปในหางงูใหญ่ ซึ่งเทพรา จะละร่างตอนที่อยู่ใต้โลกและออกมาทางปากงู เทพราจะเป็นแมลงสคารับ โดยพระเศียรจะอิงอยู่บนพระเศียรของเทพชู (Shu) จากนั้นพระองค์จะแล่นเรือขึ้นไปยังทิศตะวันออกเช่นเดิม

(เสริมจาก Book of Amduat) เรือสุริยะเดินทางเข้าไปทางหางและออกมาจากปากของงูใหญ่ตัวหนึ่งแล้วก็ได้ออกมาสู่ท้องฟ้าวันใหม่

(Book of Amduat มีรายละเอียดเยอะมากและเกี่ยวข้องกับ Book of Gates, Book of Caverns, Book of Earth ด้วย ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษามากทีเดียวกว่าจะเข้าใจคัมภีร์พวกนี้ทั้งหมด)

 
 

ความเชื่อของชาวไอยคุปต์ เชื่อว่าวิญญาณของฟาโรห์ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว (รวมทั้งมนุษย์ในช่วงต่อมา) จะอยู่ในรูปดวงดาว ซึ่งคอยรับใช้เป็นลูกเรือของเรือสุริยะ ดวงดาวเหล่านั้นก็จะไม่ตกในระหว่างช่วงกลางวัน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากแสงอันเจิดจ้าของดวงอาทิตย์นั่นเอง

เทพเจ้าราเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการสรรเสริญ และการเคารพบูชาทั่วทั้งอาณาจักไอยคุปต์ ซึ่งต่างก็ถือว่าพระองค์คือผู้สร้างโลก และจักรวาล รวมทั้งเทพยดาทั้งมวล

ในสมัยยุคอาณาจักรเก่าบรรดาฟาโรห์ที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ต่อมามักจะตรัสอ้างว่า ทรงเป็นโอรสของเทพเจ้าราและสวมเครื่องรางรูปพระเนตร อันเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้ารา อันหมายถึงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์และสูงสุด แต่ก่อนเทพเจ้าราจะมีเฉพาะฟาโรห์เท่านั้นที่สักการะได้ บางครั้งสัญลักษณ์ของเทพราคือวงกลมหนุนอยู่บนเรือ แต่ส่วนมากมักเป็นมนุษย์ พระเศียรเป็นนกเหยี่ยว

 
  

เรียบเรียง -- lilypixel
อ้างอิง -- คุณแอ้ม, khamare, Detectiveoat13


"กำเนิดเทพ-เทวีไอยคุปต์" ผู้เขียน บรรยง บุญฤทธิ์
เทพแห่งไอยคุปต์ (Ancient Egypt's God) ผู้เขียน สมฤทธี บัวระมวล สนพ. คุ้มคำ หน้า 27-31
Book of Amduat แปลโดย Detectiveoat13
http://www.ounamilit.com/b37_tep.htm
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=kunnaree2&topic=50&page=1
http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board3&topic=15&action=view
http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board3&topic=16&action=view
http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board3&topic=17&action=view
http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=211222&chapter=3
http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=211222&chapter=79