วิหารลักซอร์ ( Luxor Temple )

posted on 10 Dec 2008 04:01 by iyakoop

วิหารลักซอร์ ( Luxor Temple ) “Luxor”มาจากภาษาอารบิกว่า el-Askur มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Castle”หรือ “Fortification” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ป้อมปราการ” ภาษาอียิปต์โบราณของวิหารนี้คือ Ipet-resyt

 
 

สมัยที่นโปเลียนบุกอียิปต์ตอนแรกเค้าเชื่อกันเลยว่าวิหารลักซอร์เป็นพระราชวังมากกว่าวิหารเพราะรูปสลักสงครามการทำศึกและภาพโหดจนดูไม่น่าจะเป็นศาสนสถานได้ จริงๆ แล้วสมัยก่อนก็ถือว่าการทำสงครามเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่ง

เมืองลักซอร์แตกต่างจากกรุงไคโรโดยสิ้นเชิง ไม่แออัดด้วยจำนวนประชากรตั้งอยู่ในส่วนที่เรียกว่า Upper Egypt สะอาด สงบ ทิวทัศน์งาม โรแมนติก สร้างโดยฟาโรห์อเมโนฟิสที่ 3 พระองค์สร้างวิหารแห่งนี้พร้อมกันกับการบูรณะต่อเติมวิหารคาร์นัคไปด้วย หากนับอายุวิหารนี้ถึงปัจจุบัน จะมีอายุร่วม 3,400 ปีมาแล้ว และได้รับการปฏิสังขรณ์สานต่อจากฟาโรห์องค์ต่อมาหลายองค์ แต่ที่เด่นที่สุดฟาโรห์รามเสสที่ 2

 
 

ที่นี่เปรียบเสมือนบ้านที่สองเพื่อการพักผ่อนของเทพอะมอนราและครอบครัว คือเทวีมัต ( Mut ) และเทพคอนซู ( Khonsu ) และวิหารแห่งนี้ยังถูกจัดให้เป็นสถานที่เพื่อทำพิธีบูชาเทพเจ้าในช่วงเทศกาลโอเป็ต (Opet Festival ) โดยเฉพาะด้านหน้าวิหารถูกประดับด้วยสฟิงซ์ ( Sphinx ) หน้าคนสองข้างทาง เรียกว่า Court of Nectanebo I ซึ่งก็คือทางเดินที่อยู่ระหว่างเสาโอเบลิสก์ ( Obelisk ) กับ ทางเดินสฟิงซ์นั่นเอง

โดยสฟิงซ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ลำดับที่ 30 โดยฟาโรห์ Nectanebo I แต่สร้างถนนตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) วิหารลักซอร์ตั้งอยู่ทางใต้ของวิหารคาร์นัค โดยแต่เดิมในอดีตนั้นเส้นทางนี้สามารถเชื่อมต่อถึงวิหารคาร์นัคด้วยถนนแคบ ๆ ระยะทางห่างจากคาร์นัคราว 2.5-3 กิโลเมตร

 
 

เส้นสีน้ำเงินเป็นทางเดินสฟิงซ์ที่ผ่านวิหารของเทพคอนซูซึ่งจะไปสิ้นสุดที่สระน้ำด้านหน้าวิหาร แต่ว่าทางเดินสฟิงซ์ที่ใช้ในพิธีโอเป็ตนั้นจะเดินตามเส้นสีแดงที่จากวิหารลักซอร์โดยจะไปหักมุมที่ Temple of Mut และตรงเข้าสู่วิหาร Karnak ตามแกนเหนือ-ใต้

เสาโอเบสิสก์ ( Obelisk ) ที่ตั้งโดดเด่น 1 ต้นอยู่ทางด้านหน้าของตัววิหาร ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ควบคู่กับวิหารแห่งนี้ ความหมายของเสานี้คือ ชีวิต ความสว่าง และความรุ่งโรจน์ ปกติแล้วจะนิยมวางเสานี้ไว้เป็นคู่

 
 

ปัจจุบันนี้เสาโอเบลิสก์อีกต้นตั้งอยู่ที่ปลาซเดอลาคองคอร์ด ( Place de la Concorde ) กรุงปารีส โดยเสาโอเบลิสก์ต้นนี้มีความสูง 22.55 เมตร หนัก 227 ตัน เดิมยอดเสามีทองคำหุ้มแต่คาดว่าถูกขโมยทองไปตั้งแต่ 600 B.C. จากนั้นก็ถูกขนย้ายไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อเป็นของขวัญแก่ประเทศฝรั่งเศสในสมัยของโมฮาเหม็ดอาลีดาชา ( Mohamed Ali Dasha ) ในปี ค.ศ.1831 และเดินทางถึงฝรั่งเศส ประมาณวันที่ 21 ธันวาคม 1833 ใช้เวลาเดินทาง 3 ปี

หลังจากนั้น 3 ปี กษัตริย์ ลูอิส ฟิลลิฟเป ( Louis-Philippe ) ทรงให้นำเสาโอเบลิสก์ต้นดังกล่าว ไปประดิษฐ์ฐานอยู่ที่ ปลาซเดอลาคองคอร์ด ( Place de la Concorde ) ในวันที่ 25 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1836 กลางกรุงปารีส และประเทศฝรั่งเศสก็ได้ส่งนาฬิกาเพื่อเป็นของแลกเปลี่ยนในปี ค.ศ. 1846 โดยนาฬิกาเรือนนั้นยังคงตั้งอยู่ที่ Mosque of Mohamed Ali แต่ปัจจุบันนี้นาฬิกาเรือนนั้นได้หยุดเดินไปเรียบร้อยแล้ว

เสาโอเบลิกส์คาดว่าเดิมมาจากความเชื่อเรื่องการกำเนิดของโลกแบบหนึ่งของอียิปต์ที่ว่าเดิมโลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายต่อมาก็มีเนินดินกำเนิดขึ้นจากความวุ่นวายนั้น ชาวอียิปต์เรียกมันว่า "เบนเบน" เสาโอเบลิกส์ปรากฏครั้งแรกในรูปของวิหารสุริยะ
 
ส่วนด้านข้างประตูทางเข้าสู่วิหารมีรูปสลักลอยตัวของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ประทับนั่งทั้งสองข้าง ส่วนด้านชิดกำแพงวิหารด้านหน้าเป็นรูปสลักประทับท่ายืนตั้งอยู่หักล้มไปแล้ว 3 รูป เหลือยืนอยู่เพียงรูปเดียว หน้ากำแพงถูกแกะสลักร่องลึก ด้านซ้ายมือ คือส่วนหัวของรูปฟาโรห์รามเสสที่ 2 วางอยู่กับพื้น

 
 

กำแพงด้านหน้าสูง 24 เมตรขนาดเล็กกว่าวิหารคาร์นัค ด้านหลังกำแพงเป็นห้อง Great Court ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 มีห้องบูชาเทพอะมอนราและครอบครัวทางด้านขวา บริเวณนี้ถูกประดับด้วยเสาคู่เรียงรายรอบ ทรงมัดดอกบัวหัวเสาเป็นทรงบัวตูม

 
 

ส่วนปัจจุบันนี้ ทางด้านซ้ายมือเหนือวิหารกลับกลายเป็นมัสยิดตั้งโดดเด่นทับส่วนวิหารลักซอร์ ( Luxor Temple ) ลึกเข้ามาเกือบครึ่งอยู่ข้างบน เพราะเมื่อก่อน บริเวณนี้ถูกทิ้งร้างและดินทรายทับถมมานานหลายศตวรรษ ผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญจึงเข้ามาอยู่อาศัย หุงหาอาหารก่อไฟกันให้ห้องหับของวิหาร ก่อให้เกิดเขม่าดำบนเพดานในวิหารทั้งที่นี่และที่อื่น ๆ และยิ่งตอนชาวมุสลิมเจ้ามาเป็นใหญ่จึงได้สร้างมัสยิดทับอยู่ข้างบนด้วยความไม่รู้ว่าข้างล่างคือเขตวิหาร

 

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1885 ถึงได้มีการเคลื่อนย้ายไล่คนออกไปแต่มัสยิดนั้นย้ายไม่ได้จนถึงปัจจุบัน เหตุผลที่ไม่ย้ายออกไปได้ เพราะเหตุผลทางศาสนา เมื่อสร้างมัสยิดลงบนตำแหน่งใดแล้วไม่สามารถทำลาย ย้าย และกระทำการอื่นเกี่ยวกับมัสยิดได้

ทางเดินเข้าสู่ห้องถัดไปมีรูปแบบการวางเสาคล้ายคลึงกับวิหารคาร์นัค แต่ที่นี่จะวางเฉพาะช่วงทางเดินเข้าสู่ห้อง Fore Court เท่านั้น ข้างละ 7 ต้นรวมทั้งหมด 14 ต้น สูงถึง 21 เมตร หัวเสาทรงปาปิรัสบนยอดเสามีคานหินแท่งใหญ่วาดพาดต่อกันทุกต้นเสา

ลักษณะวิหารของอียิปต์โบราณจะมีการวางผังคล้ายกันทุกที ห้องบูชาเทพเจ้าเพื่อทำพิธีหรือที่ประทับของเทพเจ้าจะอยู่ด้านในสุด ที่วิหารลักซอร์ก็เหมือนกันห้องบูชาเรืออันศักดิ์สิทธ์ของเทพอะมอนรา ( Barque Shrine Room ) ก็มีเหมือนกัน แต่ในสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ได้สร้างห้องบูชาซ้อนภายในห้องนี้ เท่ากับเป็นการสร้างปิดทับผนังและเพดานห้องเดิมไปหมด

 

ตรงทางออกทางด้านหน้าทางเข้าห้องสวดมนต์ห้องนี้ ถูกตกแต่งใหม่ด้วยเสาทรงสถาปัตยกรรมแบบกรีก-โรมันขนาดเล็ก หัวเสาทรงคอรินเธียน (Corinthian) มีโดมโค้งเหนือทางเข้า


เจ้าของบทความ -- Xzodic
เรียบเรียง -- lilypixel
อ้างอิง -- Imseti,Detectiveoat13
http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board5&topic=17&action=view

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

uyiog8jhjjopen-mounthed smile

#1 By adil (125.24.169.6) on 2009-03-08 16:07

ขอบคุณคร๊าบ

ขอยืมเนื้อหา
ไปทามงานนะคร๊าบ

sad smile

#2 By ku_nan_jung (124.121.152.52) on 2009-03-12 16:14

เราอยากไปที่อียิปต์มากเลยนะที่นั้นมันสวยมากและหาดูได้ยากเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกจริงๆถ้าเรามีโอกาสเราจะไปเที่ยวที่นั้นให้ได้เลยนะพูดจริงๆconfused smile

#3 By bow (124.121.82.8) on 2009-04-19 11:01

ขอเนื้อหาหน่อนนะคะ
ทำงานส่งครูนะ

#4 By ขอบคุณค่ะ (117.47.18.201) on 2009-05-22 18:40

ขอบคุณมากนะครับ ผมขอเอาเนื้อหาไปทำรายงานนะครับ
ขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ นะครับ

#5 By JazZ (118.172.67.251) on 2009-06-19 06:53

ขอบคุณมากมายนะค๊ะ ต้องนำข้อมูลไปทำงานค่ะ ^^

#6 By thank you (58.9.201.136) on 2009-06-24 22:53

............
ไอ้คอมเม้นท์บนๆมันอะไรล่ะนั่นsad smile

#7 By FE1W4Z (125.25.217.101) on 2009-07-27 20:25

คนที่1 คําว่าทามนี้ผิด

#8 By เนย (203.146.94.141) on 2009-08-01 14:50

Hot!

#9 By เอกน้อย on 2009-08-23 13:01