Hatshepsut ฟาโรห์หญิงผู้โด่งดังแห่งไอยคุปต์
posted on 17 Sep 2008 22:45 by iyakoopเพราะไปได้หนังสือเล่มนี้มา นั่งอ่านคืนเดียวจบ ชอบมาก...
อ่านจบ กรี๊ดๆๆๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าหนังสือภาษาไทยจะมีคนเขียนเรื่องของฟาโรห์หญิงองค์นี้แบบเจาะลึกและเป็นวิชาการ ขอบคุณ รศ. อภิชา มากเลยค่ะ
มาพูดถึงส่วนวิจารณ์หนังสือก่อนล่ะกัน รายละเอียดอื่นๆ เดี๋ยวว่ากันล่างๆ
เนื้อหาหนังสือเล่มนี้อธิบายปูพื้นสำหรับคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับอียิปต์โบราณเลยก็ยังอ่านรู้เรื่อง บทแรกๆ จะพูดถึงวัฒนธรรมการดำรงชีวิต ภูมิศาสตร์สมัยโบราณ กว่าจะเข้าเกี่ยวกับเนื้อหาประวัติของฟาโรห์หญิงฮัตเซปซุสก็ปาไปครึ่งเล่มแล้ว ส่วนหลังมีประวัติบทหนึ่ง นอกนั้นเป็นการวิเคราะห์ ดีร์ เอล บาฮารี (Deir el-Bahari) มหาวิหารที่พระนางสั่งให้สร้างที่ยิ่งใหญ่และงดงามมาก บทสุดท้ายเป็นบทแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน
วิหารดีร์ เอล บาฮารี ที่บูรณะขึ้นใหม่แล้ว
ข้อดีของหนังสือเล่มนี้
- ภาพเยอะสมใจอยาก แถมเป็นภาพที่ผู้เขียนได้ไปอียิปต์ด้วยตัวเองทำให้หนังสือเล่มนี้มีภาพที่หาไม่ได้จากหนังสืออื่นๆ และอินเตอร์เน็ท
- เพราะคนเขียนมีความรู้ทางสถาปัตย์ทำให้แง่มุมการนำเสนอหนังสือเล่มนี้ต่างจากบทความอื่นๆ ที่เคยพบ คือ ผู้เขียนอื่นๆ เวลามองวิหารจะไม่มีแค่ “สวย” “ใหญ่” “เก่า” แบบนักท่องเที่ยวทัวร์ลูกเป็ด แต่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จะมีการตั้งคำถามว่า “ทำไมตั้งเลือกที่นี่เป็นที่ตั้ง” “ทำไมออกแบบเช่นนี้” ซึ่งความรู้ของผู้เขียนที่พยายามอธิบายในหนังสือทำให้ผู้อ่านคนนี้ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ
- มีการศึกษาเปรียบเทียบหัวข้อต่างๆ เช่น เทียบประวัติของฟาโรห์หญิงฮัตเซปซุสกับประวัติของสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในยุคอื่นเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดหรือพฤติกรรมฟาโรห์หญิงคนนี้เพิ่มขึ้น
- มีการอ้างอิงจากบทความต่างๆ เยอะมากทั้งที่เคยผ่านตาและไม่เคยเห็นเลยก็มี
- มีการเสนอแนวคิดของผู้เขียนเองให้ผู้อ่านคิดตามไม่ใช่แค่อ่านตามอย่างเดียวโดยไม่มีการวิเคราะห์ร่วม
ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้
- เพราะการอ้างอิงบทความอื่นๆ เปรียบเทียบหัวข้ออื่นๆ เข้ามาเยอะมาก ทำให้อรรถรสของความอยากอ่านเรื่องอียิปต์โบราณหายไปกว่าครึ่ง แบบเออ..ถ้าอยู่ในห้องเรียนคงแบบ อาจารย์ขา...กลับเข้าเรื่องเถอะ หนูอยากรู้เรื่องฟาโรห์ฮัตเซปซุสไม่อยากรู้จักควีนอลิซาเบธค่ะ
- มันไม่จุใจด้านอียิปต์วิทยาค่ะ อยากได้ข้อมูลด้านอื่นๆ ด้วยแต่เข้าใจว่าผู้เขียนคงจะไม่ถนัดทางสังคม ภาษาศาสตร์ เกร็ดอะไรหลายๆ อย่างมันเลยดูขาดๆ ไปหน่อย แต่ความรู้ทางสถาปัตยกรรมปึ้กมาก
- ข้อมูลยังไม่อัพเดทถึงที่สุด...(ว่ากันต่อด้านล่าง)
ถามว่าหนังสือเล่มนี้ซื้อแล้วคุ้มมั้ย คุ้มค่ะ (ตอบอย่างมั่นใจ)
มาว่ากันเรื่องของฟาโรห์ฮัตเซปซุสกันดีกว่า ประวัติคงจะเล่าคร่าวๆ เพราะคิดว่าทุกคนคงสามารถหาอ่านได้จากที่อื่นได้อย่างแน่นอน
ชื่อฟาโรห์หญิงฮัตเซปซุส
ฮัตเซปซุสเป็นธิดาองค์เดียวของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 1 ตั้งแต่เล็กถูกพระบิดาหิ้วไปไหนต่อไหนด้วยนั่นหมายถึงพระนางถูกอบรมศาสตร์แห่งกษัตริย์ตั้งแต่เกิดทั้งๆ ที่ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 1 เองก็มีลูกชายที่เกิดจากสนมคนอื่นแต่ฮัตเซปซุสก็ยังถูกตั้งให้เป็นรัชทายาทหรือผู้ร่วมว่าราชการกับพระบิดา
แต่เมื่อพระบิดาสิ้น กฎมนเทียรบาลทำให้พระนางต้องแต่งงานกับน้องชายต่างมารดาซึ่งขึ้นมาเป็นฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 2 และเมื่อฟาโรห์ผู้เป็นสวามีอ่อนแอขี้โรคแน่นอนว่าฮัตเซปซุสเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อสวามีสิ้นไปอีกตามกฎก็ต้องยกลูกชายที่เกิดจากสนมอื่นของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 2 ตั้งขึ้นเป็นฟาโรห์องค์ใหม่คือ ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3
ฮัตเซปซุสใช้โอกาสนี้ยึดอำนาจจากฟาโรห์เด็กตั้งตนเองเป็นฟาโรห์โดยไร้คำขัดแย้ง และปกครองอียิปต์จนสิ้นอายุขัย แต่ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 เมื่อได้ครองราชย์ต่อจากพระนางก็ได้ทำลายชื่อและหลักฐานความรุ่งเรืองที่พระนางสร้างทั้งหมด
รูปปั้นที่เหลือรอด
ฮัตเซปซุสยิ่งใหญ่อย่างไร
เพราะความเป็นผู้หญิงที่ทำให้สนใจเรื่องปากท้องของประชาชนมากกว่าเรื่องอำนาจหรือการขยายอาณาเขต ในยุคที่พระนางครองราชย์ พระนางสามารถขยายเส้นทางการค้าโดยทางน้ำไปสู่ดินแดนใหม่ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นอกเหนือจากด้านเกษตรกรรมและการชลประทานที่วางแผนอย่างดีทำให้เรียกว่าเป็นรัชสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของอียิปต์
ภาพแสดงตอนฟาโรห์ฮัตเซปซุสสวมมงกุฏอียิปต์บนและล่าง
แต่ใช่ว่าพระนางจะอ่อนด้อยด้านการทหาร มีหลักฐานจารึกเรื่องราวของฟาโรห์ฮัตเซปซุสนำกองทัพชนะศึกที่นูเบียนั้นหมายถึงพระนางเป็นฟาโรห์อีกพระองค์ที่กล้าไปอยู่แนวหน้าด้วยพระองค์เอง คิดในมุมกลับกันแผ่นดินที่อ่อนแอเพื่อนบ้านก็ต้องการยึดครองแต่ในรัชสมัยที่พระนางครองราชย์มีศึกครั้งใหญ่ปรากฏเด่นชัดเพียงครั้งเดียวนั่นหมายถึง ประเทศเพื่อนบ้านในตอนนั้นต้องเกรงในเดชานุภาพถึงไม่กล้ายกทัพมาต่อกร
ภาพฟาโรห์ฮัตเซปซุส (ขวา) บูชาเทพเจ้าโดยมีฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 ร่วมในพิธีการด้วย
การวางแผนบริหารแผ่นดินของฟาโรห์ฮัตเซปซุสเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 พึ่งบารมีจนยิ่งใหญ่ได้ชื่อว่าเป็น “นโปเลียนแห่งอียิปต์โบราณ” ด้วยซ้ำไปเพราะการทำศึกของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 ต้องทำศึกติดกัน 17 ครั้งใน 20 ปี ถ้าการคลัง การพลเมืองไม่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นไปไม่ได้เลยที่อียิปต์จะสามารถทำศึกกับประเทศต่างๆ ได้ยาวนานขนาดนี้ และคิดในมุมกลับกันทำไมเมื่อฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 ขึ้นครองราชย์จึงเกิดสงครามติดๆ กันมากมาย
เสาในวิหาร
วิหารดีร์ เอล บาฮารีเป็นสิ่งที่พิสูจน์การมองการณ์ไกลของพระนางได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากการออกแบบที่งดงามแข็งแรงทนทานกลมกลืนกับทัศนียภาพของเซนมุต วิหารแห่งนี้ยังสร้างโดยคำนึงถึงประชาชนที่หวังมาพึ่งการรักษาจากพระที่อยู่ในวิหาร เป็นสถานที่สนับสนุนทางการศึกษาของพลเมืองและวิหารแห่งนี้เหมือนสถาบันทดลองวิทยาศาสตร์ไปในตัวเพราะ ฟาโรห์ฮัตเซปซุสได้นำพืชจากต่างแดนมาทดลองปลูกเพาะพันธุ์ที่นี่
ใบหน้าฟาโรห์หญิง
ความยิ่งใหญ่ของฟาโรห์หญิงพระองค์นี้มีมากมายจนต้องลองศึกษาประวัติของพระนางเองถึงจะรู้ว่า พระนางเก่งกาจแค่ไหน เก่งกาจจนผู้เป็นทั้งลูกเลี้ยงและหลาน ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 สั่งทำลายชื่อของพระนางทุกแห่งและสลักชื่อของตนเองไปแทนบ้าง สลักชื่อฟาโรห์องค์อื่นแทนบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถลบล้างความจริงทั้งหมดได้ ชื่อของพระนางก็ยังคงมาปรากฏมาถึงยุคสมัยนี้
ประเด็นใหญ่เกี่ยวกับฟาโรห์ฮัตเซปซุสที่อยากเสนอความคิดเห็น...
เซนมุตคือชู้รักของพระนางจริงหรือไม่
เซนมุตกับพระธิดาเนเฟอร์อูเร
เซนมุตคือใคร เซนมุตเป็นเสนาบดีที่เป็นที่โปรดปรานของฮัตเซปซุส และเป็นผู้ออกแบบวิหารดีร์ เอล บาฮารี และเป็นพระอภิบาลพระธิดาของฟาโรห์ฮัปเซตซุสเจ้าหญิงเนเฟอร์อูเร
ภาพล้อเลียนที่พบให้ห้องพักช่างสลัก
ทำไมเชื่อว่าเซนมุตเป็นชู้รักของฟาโรห์ฮัตเซปซุสก็เพราะนักโบราณคดีค้นพบรูปวาดบนกำแพงบนบริเวณห้องพักของช่างผู้ที่ทำหน้าที่แกะสลักวิหารดีร์ เอล บา ฮารี ซึ่งเป็นรูปล้อเลียนพระนางฮัตเซปซุสกำลังมีเพศสัมพันธ์กับชายผู้หนึ่งที่นักวิชาการคาดว่าน่าจะหมายถึงเซนมุต นั่นหมายถึงอะไร นั่นหมายถึงในสายตาของผู้ที่วาดรูปนี้เขาเห็นความสัมพันธ์ที่น่าจะมากเกินกว่าปกติของฟาโรห์ฮัตเซปซุสกับเซนมุต และเนื่องจากอีกหนึ่งเหตุผลคือเซนมุตได้รับอนุญาตให้สร้างสุสานของตัวเองในวิหารดีร์ เอล บาฮารี ซึ่งมีแต่ราชวงศ์เท่านั้นที่สามารถจะทำได้
เซนมุตกับพระธิดา
โดยส่วนตัวไม่คิดว่าเซนมุตเป็นชู้รัก แต่น่าจะเป็นบทบาทอื่นที่มีความสำคัญเทียบเท่าระดับเชื้อพระวงศ์ในสายตาของฟาโรห์ฮัตเซปซุส เพราะอะไร เพราะถ้าพระนางใฝ่ในด้านรักใคร่มีหรือที่เหล่าเสนาบดีอื่นๆ ในรัชสมัยจะไม่ลุกฮือต่อต้านเป็นปัญหากับบ้านเมือง ทำไมถึงเป็นปัญหาเรื่องนี้มีบทเรียนในประวัติศาสตร์ทุกชาติคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อิจฉาริษยากันเองในกลุ่มขุนนางมีแต่นำหายนะมาสู้ผู้เป็นเจ้าแผ่นดินล้มบ้านล้มเมืองมากี่ยุคสมัยแล้ว การที่พระนางสามารถชนะใจคนหมู่มากได้ย่อมไม่นำเรื่องเล็กๆ มาทำให้เกิดปัญหากับตัวเองแน่ๆ
ภาพรูปปั้นเซนมุต
การสร้างสุสานเซนมุตในวิหารดีร์ เอล บา ฮารี ถ้าขุนนางทั้งหมดไม่ยินยอมเป็นการยากที่ฟาโรห์จะยืนยันด้วยทิฐิของตนเองเพราะสุสานไม่ได้สร้างขึ้นได้ในวันเดียว ต้องใช้แรงงานและทรัพยากรเพื่อมาสร้าง นั้นหมายถึงเซนมุตน่าจะเป็นที่ยอมรับบางประการที่ทำให้ได้รับยกย่องเทียบเท่าราชวงศ์สุสานมันถึงสร้างเสร็จ (ถึงจะไม่ได้ตกแต่งเพราะไม่ได้ใช้ก็เถอะ) เพราะนอกจากสุสานแล้วยังพบรูปปั้นของเซนมุตมากมายตามวิหารใหญ่ๆ ที่อื่นซึ่งรูปปั้นเหล่านั้นมีแต่ฟาโรห์ราชวงศ์เท่านั้นที่จะสั่งปั้นได้ไปวางในตำแหน่งของเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะวางได้ ทำไมถึงมีรูปปั้นเซนมุตถึงมีอภิสิทธิ์แบบนั้นล่ะ
รูปปั้นเซนมุต
แล้วภาพสลักล้อเลียนล่ะ เอาตรงๆ ง่ายๆ ลมปากคนมันเชื่อได้แค่ไหน ประวัติศาสตร์ยังถูกจารึกจากผู้ชนะเลย ข่าวลือจากปากต่อปาก ข่าวใส่ไฟซุบซิบนินทาจากคนที่เกลียดฟาโรห์หญิงฮัตเซปซุสเอง (จะมีใครนอกจากฟาโรห์ทุสโมสที่ 3 ซึ่งตอนนั้นไร้อำนาจ) หรือแม้กระทั่งความคิดหยาบโลนจากชนชั้นแรงงานก็เป็นไปได้ที่ทำให้เกิดรูปสลักบนกำแพงรูปนี้ ดีไม่ดี รูปนั้นใช่รูปของฟาโรห์ฮัปเซปซุสเองจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูเอาจากสังคมใกล้ตัวเราทุกวันนี้เทียบเคียงดูสิ มีใครบ้างเกิดมาไม่เคยเจอคำนินทาหรือใส่ร้ายใส่ความแม้แต่ครั้งเดียว ข่าวดารามีมูลนิดเดียวเอาไปเขียนใส่ไฟจนคู่แตกหย่าร้างกันก็มีมาแล้ว
ทุกอย่างเป็นการวิเคราะห์ตีความจากนักโบราณคดีที่พบ และ หลายครั้งที่เมื่อมีหลักฐานใหม่ๆ เข้ามาก็มีการชำระความทางประวัติศาสตร์ใหม่ก็หลายครั้ง นักโบราณคดีหลายคนก็ช่างจิตนาการเก่งกว่านักเขียนนิยายน้ำเน่า กว่าความจริงจะถูกค้นพบเพิ่มเจ้าของความคิดตายไปแล้วก็มี
ภาพเซนมุตกับพระธิดา (ความคิดส่วนตัวเหมือนอุ้มฟาโรห์ฮัตเซปซุสมากกว่า)
ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งคือตอนฟาโรห์ฮัตเซปซุสสิ้นแล้ว เซนมุตได้หายตัวไปด้วยอย่างไร้ร่องรอย คิดในแง่โรแมนติกคือยอมตายตามเจ้านายหรือได้รับหน้าที่ให้นำพระศพไปซ่อนจากการทำลายจากฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 แต่ความคิดส่วนตัวคือ เคยเป็นคนโปรดของกษัตริย์องค์เก่าเจ้านายสิ้นหมดอำนาจวาสนาแล้ว แถมเจ้านายใหม่ยังไม่ถูกกับเจ้านายเก่า ใครมันจะโง่อยู่ชูคอให้โดนฆ่าล่ะ ...จริงหรือเปล่า...เป็นตูตูก็หนี ...นักโบราณคดีนี่ก็แปลก ง่ายมากเลยนะเรื่องนี้ไม่มีใครเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้ซักคน
ใบหน้าที่ยิ้มตลอดเวลาของฮัตเซปซุส
พอดีมีคนทัก (ลิลลี่เบอร์ 1 อ่ะแหล่ะ) เลยได้ไปรวบรวมรูปรูปปั้นของฟาโรห์ฮัตเซปซุสเท่าที่หาได้มาดู สังเกตกันหรือเปล่าใบหน้าของพระนางเป็นใบหน้าที่ยิ้มน้อยๆ ตลอดเวลา
ทำให้นึกถึงเรื่องการปั้นพระพุทธรูปของไทยเลยที่ได้ยินว่าผลงานของช่างจะบอกความเป็นอยู่และอารมณ์ของช่างตอนนั้น อย่างฝีมือของช่างสุโขทัยบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขพระพุทธรูปจะยิ้มอ่อนโยน แต่พอสมัยอยุธยารบกันบ่อยรูปปั้นจะออกเครียดๆ (อารมณ์ตอนมองนะไม่ใช่ฝีมือช่าง)
สมัยนั้นก็คงเหมือนๆ กันเหล่าช่างมีความสุขที่จะทำงานถวายฟาโรห์หญิงองค์นี้ รูปใบหน้าที่ออกมาจึงเป็นใบหน้าที่ยิ้มตลอดแบบบ้านเมืองเป็นสุข ช่างปั้นทั้งหลายก็เต็มใจทำงาน กับอีกอย่างที่ทำให้คิดก็คือใบหน้าของฟาโรห์ฮัตเซปซุสที่ช่างปั้นช่างสลักทุกคนเห็นคือใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอด พระนางคงจะอารมณ์ดีจริงๆ ล่ะมั้งเพราะเห็นมีบางบทของผู้เขียนหนังสือบอกว่าพระนางฮัตเซปทุสเป็นผู้อ่อนน้อมรู้จักวางตัว คนอ่อนน้อมคงไม่ทำหน้ายักษ์ให้คนอื่นเห็นหรอก
ความจริงเบื้องหลังรอยยิ้มจะเป็นแบบไหนก็ไม่รู้หรือทั้งสองอย่างก็ชวนให้คิดเพิ่มดีเหมือนกัน
แล้วทำไมพระนางฮัตเซปซุสถึงต้องการขึ้นเป็นฟาโรห์แทนที่จะเป็นราชินี
รูปปั้นฟาโรห์ฮัตเซปซุสถวายเครื่องหอมเทพเจ้า
เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้นอกจากพระนางฮัตเซปซุสเอง แต่จะให้คิดแบบภาษิตไทยๆ หัวใจหญิงเหมือนกัน “ช้างเท้าหน้าไม่ได้ดังใจช้างเท้าหลังก็ขอเป็นควาญช้างดีกว่า” ตรงๆ เลยจริงๆ นะ
แต่...ถ้าคิดแบบสาวสาย Y(uri) อั๊งค์...ประวัติพระนางชวนให้จิ้นต่อเป็นนิยายได้เยอะเลยนะ
(ฟาโรห์ฮัปเซปซุส – หนอยเอาเรื่องฉันไปยำเจอคำสาปฟาโรห์ซะ
เจ้าของบล็อก... – อังค์..เอาอีกฮ้า...สาปให้หนูมีเลือด Y(uri) เข้มข้นกว่าเดิมได้เลยฮ้า...หนูจะได้มีพาวเวอร์จิ้นเพิ่มเขียนนิยายเกี่ยวกับพระนางเผยแพร่เอง หึหึ... เอานางสนมกี่คนดีฮ้า....)
ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับฟาโรห์ฮัตเซปซุส
มัมมี่ฟาโรห์หญิงถูกค้นพบแล้วหลังจากหายสาบสูญกว่า 3,000 ปี
หลังการการสวรรคต ร่างพระศพของฟาโรห์ฮัตเซปซุสได้สูญหายไปจากวิหารหรือสุสานที่ทรงเตรียมไว้หลายแห่งพร้อมกับเซนมุตผู้ที่เป็นที่ปรึกษาคนสนิทปล่อยให้สุสานเหล่านั้นมีแต่โล่งเปล่า แต่ปัจจุบันข่าวล่าสุดมีการยืนยันแล้วว่าพระร่างมัมมี่ของพระนางอยู่ที่สุสานของแม่นมของพระนางฮัตเซปซุสเอง ยังไม่มีการยืนยันว่าทำไมพระศพถึงถูกย้ายไปที่นั่น
อาจจะเป็นเพราะผู้ที่ยังรักภักดีย้ายพระศพเพื่อเลี่ยงจากการทำลายจากฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วพอฟาโรห์ทุสโมสซิสที่ 3 ครองราชย์ได้สั่งสกัดชื่อและรูปปั้นใบหน้าของพระนางจนหมด (แต่ยังมีบางที่ที่หลงเหลืออยู่) หรือ...อาจจะเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าของพระนางเองที่รู้อยู่แล้วว่าหลานคนนี้จะต้องกระทำหยามพระเกียรติเลยป้องกันไว้ล่วงหน้า หรือ...อาจจะเป็นการสั่งย้ายจากฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 เองก็ได้ เพราะพระศพของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 1 ซึ่งเป็นปู่ก็ถูกสั่งย้ายจากที่เดิมที่พระนางฮัตเซปทุสสร้างไว้ไปที่หุบผากษัตริย์ในที่ค้นพบภายหลัง
ร่างของฟาโรห์หญิงถูกสแกน
แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 คงจะไม่ใจดีเก็บศพคนที่ตัวเองเกลียดให้มีสภาพดีๆ ไว้หรอก ยิ่งชาวอียิปต์โบราณเชื่อเรื่องการกลับมาร่างเดิมวิธีจะแก้แค้นก็คือทำลายร่างทิ้งนี่เองแหล่ะ สะใจที่สุด....
แต่ๆๆ มีนักวิชาการบางคนบอกว่าการกระทำของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 เป็นการปกป้องพระเกียรติของฮัตเซปทุสเองเพราะจารีตโบราณไม่อนุญาตให้สตรีขึ้นเป็นฟาโรห์จึงต้องบิดเบือนเพื่อไม่ให้ชื่อของพระนางเสื่อมเสียจากการว่ากล่าวของคนรุ่นหลัง จึงช่วยเอาชื่อออกและใส่ชื่อตัวเองลงไปว่าเป็นคนสร้างวิหารเอง .... (แปลกและทะแม่งๆ จริงๆ)
การทำลายรูปปั้นรูปสลักปิดบังวิหารทำลายชื่อทิ้งเป็นพฤติกรรมของคนที่เกลียดชังมากกว่าจะหวังดีนะ แล้วคนอื่นคิดว่ายังไง แต่ที่แน่ๆ พระนางฮัตเซปทุสก็แน่พอที่จะรอคอยจนมาเปิดเผยความจริงทุกอย่างให้คนรุ่นนี้ได้รู้
โลงศพของฟาโรห์หญิงที่มีแต่โลงเปล่าๆ ไม่มีพระศพตอนค้นพบ
ความจริงมีเรื่องมากมายที่อยากยกมาเล่าและแสดงความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับฟาโรห์หญิงพระองค์นี้มากมาย แต่มันยาวมากแล้วพอเถอะ ใครจะทนอ่านจนจบได้น้อ เหอะๆๆ ตบมือให้ๆๆ แปะๆๆ
ศึกษาเรื่องของฟาโรห์ฮัตเซปซุสแล้วตัวเองจะนึกถึงฮ่องเต้หญิงเพียงคนเดียวของจีนเช่นกัน ไม่ใช่ใครที่ไหน “บูเช็คเทียน” นั่นเอง ประวัติและผลงานของกษัตรีสองพระองค์นี้คล้ายกันจริงๆ เป็นวีรสตรีในใจทั้งคู่เลย
ใครว่าผู้หญิงปกครองแผ่นดินแล้วจะล่มสลายไม่จริงเลย (ชูสีไทเฮาเป็นคนบอก... บ่นเองตอบเอง...เหอะๆๆ) ไม่ยอมให้ผู้หญิงมีบทบาทเองต่างหาก
ถ้าวันนี้มีผู้หญิงที่เก่งกาจเหมือนกษัตรีสองพระองค์จริง วันนั้นคงเป็นยุคทองมากกว่า ...
เรียบเรียง : lilypixel
อ้างอิง -
รูป search จาก google
พระนางแฮตเชปซุต มหากษัตรีอาณาจักรอียิปต์ : The Great Female Pharaoh Hatshepsut โดย รศ.อภิชา ภาอารยพัฒน์
http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=351944&chapter=12
http://postjung.com/hottopic/data/4/4321.php
http://guardians.net
http://euler.slu.edu/Dept/Faculty/bart/egyptianhtml/kings%20and%20Queens/Hatshepsut.html

#1 By รายา (118.174.54.106) on 2009-07-01 16:22