เครื่องรางอียีปต์โบราณ
posted on 17 Sep 2008 21:03 by iyakoopหินวิเศษหรือเครื่องราง
“เครื่องราง” ใช้เรียกวัตถุหรือเครื่องประดับที่ชาวอียิปต์โบราณใช้เพื่อคุ้มครองมนุษย์ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ตายไปแล้วจากสิ่งชั่วร้ายและศัตรู
คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับหมายถึง “การสวมหรือพกติดตัว” ด้วยเหตุนี้ “เครื่องราง” ก็คือบางสิ่งที่สวมหรือพกติดตัวและชื่อนี้ได้ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางกับเครื่องประดับที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติอีกด้วย
แม้ว่ายังไม่ทราบแน่ชัดว่าจุดมุ่งหมายดั้งเดิมของการใช้เครื่องรางนั้นเพื่อปกป้องร่างกายที่มีชีวิตหรือตายไปแล้ว แต่ในตอนแรกเครื่องรางมักจะถูกสวมใส่เพื่อปกป้องเจ้าของจากสัตว์ร้ายหรืองูใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปการพัฒนาความคิดและความเชื่อทางศาสนาได้ก้าวหน้าไปด้วย ทำให้เครื่องรางซึ่งเป็นตัวแทนแนวคิดแบบใหม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากที่จุดประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้มีชีวิตกลายเป็นคุ้มครองคนที่ตายแล้ว
ด้วยความเชื่อที่ว่าคนตายสามารถกลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้งของคนอียิปต์โบราณ เครื่องรางจึงมีวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดคือเพื่อป้องกันร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย ร่างกายของคนที่ตายไปแล้วโดยเฉพาะคนชั้นสูงจึงเป็นเสมือนสถานที่ที่ใช้เก็บเครื่องรางต่างๆ
โดยคนสมัยนั้นจะวางเครื่องรางบนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย หนอน การขึ้นรา การเน่าเปื่อยแล้วพันผ้าทับหลายๆ ชั้น (สังเกตมั้ยมัมมี่ของฟาโรห์ที่พบทำไมผ้าพันพระศพถึงขาดกระจุยเพราะพวกโจรแกะผ้าหาเครื่องรางที่ทำจากอัญมณีและทองคำนี่แหล่ะ) ถึงแม้ว่าชาวอียิปต์เริ่มมีความเชื่อว่าเครื่องรางมีคุณสมบัติใช้รักษาศพแต่ก็ไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าเครื่องรางจะทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง
เครื่องรางจึงเหมือนเป็นตัวแทนของความเชื่อและงมงายแบบเก่าซึ่งแม้ชาวอียิปต์โบราณเองก็ยังสงสัยถึงต้นกำเนิดและความแท้จริงของมัน
เครื่องรางแบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ พวกที่มีคำจารึกของคาถาและพวกที่ไม่มีคำจารึก
ในยุคแรกสุดคาถาคือบทสวดจะถูกท่องใส่เครื่องรางที่จะใช้สวมหรือวางบนศพโดยนักบวช แต่ต่อมาคาถาต่างๆ ก็ถูกจารึกลงบนเครื่องรางอีกครั้งเพื่อให้เกิดอำนาจเป็น 2 เท่า คืออำนาจที่มีอยู่ในวัตถุที่ใช้ทำเครื่องรางเองและอำนาจที่เกิดจากคำจารึกบนเครื่องราง
เครื่องรางชุดแรกสุดที่ชาวอียิปต์โบราณรู้จักได้แก่ ชิ้นของหินสีเขียว กระดูกสัตว์ และอื่นๆ ซึ่งพบถูกวางอยู่บนหน้าอกของคนตาย มีการพบสิ่งเหล่านี้จำนวนมากในหลุมศพหลายแห่ง
เครื่องรางชื่อแรกที่พบ คือ “เฮกัว” คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 ก่อนคริสตกาล ซึ่งส่วนที่สำคัญถูกบันทึกไว้ใน “The Book of the Dead” โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตอยู่กับผู้ตาย
สมมติฐานที่พอน่าเชื่อถือเป็นของ M.J.A.Morgan กล่าวว่า เฮกัวถูกสร้างขึ้นเพื่อ “เป็นสิ่งที่ใช้เพื่อบูชา” มีการใช้มันอย่างมากมายและแพร่หลายจนสิ้นสุดยุคหินใหม่ ยุคต่อมาได้มีการใช้หินรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่มีคำจารึกแทนกระดูกสัตว์ ตามทฤษฎีบอกว่าวัตถุพวกนี้ถูกทำขึ้นจากหินลับมีดลงสี และเชื่อว่าหินสีเขียวซึ่งพบบนอกคนตายอาจจะช่วยให้ฟื้นจากความตายได้
แต่ประเพณีการเขียนเฮกัวบนกระดาษนั้นมีความเก่าแก่เท่ากับการเขียนบนหิน เราได้พบคำจารึกบนกำแพงทางเดินและห้องโถงในปิรามิดของฟาโรห์ยุค 3,300 ปีก่อนคริสตกาลว่า “หนังสือกับถ้อยคำแห่งอำนาจวิเศษ” จะถูกฝังไปพร้อมกับเขา
นอกจากนั้นเรายังได้ทราบว่า หนังสือซึ่ง “เตตะ” ฟาโรห์ยุค 3,266 ปี ก่อนคริสตกาลมีนั้น “จะทำให้เกิดผลเหนือจิตใจของพระเจ้า” จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่า คัมภีร์ทางศาสนาทุกเล่มที่ถูกเขียนขึ้นตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลุมฝังศพ เสา เครื่องราง โลงศพ หรือบนกระดาษ จุดประสงค์เพื่อให้พระเจ้ามาอยู่ใต้อำนาจของคนตายและทำตามในสิ่งที่ผู้ตายต้องการ
เครื่องรางของอียิปต์โบราณสำคัญๆ แบ่งได้เป็น 6 ประเภท
1. ดวงตาฮอรัส - อัตจัต - วัตเจ็ต (Eye of Horus, Udjat ,Wadjet Eye) ถ้ามีแต่ดวงตาส่วนตรงกลางจะเรียก "ดวงตาฮอรัส" ถ้ามีนกแร้งและงูประกบจะเรียก "อัตจัตหรือวัตเจ็ต" มีไว้เพื่อป้องกันภัยจากสิ่งชั่วร้าย
ดวงตาวัตเจ๊ด หมายถึง พระเนตรด้านซ้ายที่เรียกว่าพระเนตรแห่งดวงจันทร์ของเทพเจ้าฮอรัสที่ถูกควักออกมาขณะสู้กันกับเทพเซ็ท ต่อมาเทพเจ้าท็อตทรงใช้เวทมนตร์ใส่ให้ดังเดิม เครื่องรางรูปดวงตาวัตเจ๊ตเป็นที่นิยมของชาวไอยคุปต์มาก เนื่องจากเชื่อว่าผู้สวมใส่จะรอดพ้นจากภูตผีปิศาจและอำนาจชั่วร้ายต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังแสงสว่างที่แฝงอยู่ในพระวรกายของเทพเจ้าฮอรัส
2. ดเจ็ต - Djedwy, Djed the Pillar (Pillar of Osiris) ,The amulet of the Tet เสาของเทพเจ้าโอซิริส มีไว้เพื่อความเป็นอมตะ
Djed เป็นเครื่องรางสัญลักษณ์ของเทพเจ้าโอซิริสมีลักษณะเป็นรูปกระดูกสันหลัง ตามความหมายที่ปรากฏในภาษาอักษรภาพโบราณหมายถึง “ความมั่นคงแข็งแกร่ง” ขนาดที่ทำขึ้นจะแตกต่างกันออกไปตามยุคตามสมัยของฟาโรห์แต่ละพระองค์ที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ว่ามีความมั่นคงแค่ไหน
เครื่องรางชนิดนี้ตำราบางเล่มกล่าวว่าเป็นตัวเเทนของกระดูกสันหลังโอไซริสเเละบางที่กล่าวว่ามันเเทนเสาที่ค้ำยันระหว่างโลกกับฟ้า 4 ต้นซ้อนกัน และอาจจะเป็นตัวแทนของต้นไม้เทพซึ่งเทพีไอซิสเก็บพระศพของพระสวามีพระองค์ไว้ เส้นขวาง 4 เส้น แสดงให้เห็นถึงสิ่งสำคัญ 4 ชิ้น อันเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญสูงสุดในศาสนาของชาวอียิปต์ ซึ่งแสดงถึงการฟื้นคืนชีพของเทพโอซิริสในยุคใหม่และยังถือเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะที่มีต่อเทพเจ้าเซ็ต นั่นถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการสักการะเทพโอซิริส ซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ใน “The book of the Dead” ดังนี้
“ลุกขึ้นเถิดโอซิริส ท่านยังมีกระดูกสันหลังและหัวใจ มีสิ่งที่ใช้ผูกคอและหลังและยังมีหัวใจ ลุกขึ้นนั่งเถิด ข้าฯใส่น้ำไว้ใต้ตัวท่านและนำเท็ต (Tet=Djed) ที่ทำจากทองคำมามอบให้กับท่าน”
Tet หรือ Djed จะถูกจุ่มในน้ำที่แช่ดอกอังแฮมเช่นเดียวกับเครื่องรางผูกมัดหรือเงื่อน Tyet และใช้วางบนคอของผู้ตาย มันจะให้อำนาจในการสร้างร่างใหม่และเป็นวิญญาณที่สมบูรณ์
คนตายในโลงจะถือเครื่องรางผูกมัดหรือเงื่อน Tyet ไว้ที่มือซ้ายและ Tet หรือ Djedในมือขวา ทั้ง 2 สิ่งมักทำจากไม้ โดยTet หรือ Djedจะลงสีทองและเงื่อน Tyet โดยมากจะใช้สีแดงหรือบางครั้งสีทอง และนอกจากนั้นก็ยังมีบันทึกว่าทั้ง 2 อย่างทำขึ้นจากทองคำก็มี
3. เท๊ต - tyet เครื่องรางแห่งการผูกรัด เรียกอีกอย่างว่า Isis's knot (Knot of Isis) หรือ หัวนม (tit) ของเทวีไอซิส มีเพื่อตายแล้วจะได้มีโอกาสเกิดใหม่
ต้นกำเนิดเครื่องรางนี้ที่แท้จริงยังไม่สามารถระบุได้ มีลักษณะคล้ายเครื่องรางอังค์และน็อตก็คือ ประดับพระปั้นเหน่งของเทพเจ้า ตามปกติมักจะประดับคู่กับเจ็ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสหภาพ (รวมดินแดนสองอาณาจักร) และยังเป็นสัญลักษณ์แทนความร่วมมือของเทวีไอซิสและเทพเจ้าโอซิริส
เครื่องรางนี้เป็นตัวแทนเครื่องผูกรัดของเทพีไอซิส แต่เดิมทำมาจากทับทิม แร่สีแดง หรือวัตถุที่มีสีแดง บางครั้งทำจากทองหรือปิดทองด้วย จาก The Book of the Dead ได้บันทึกคาถาที่มักใช้จารึกบนเครื่องรางนี้ ดังนี้
“นี่คือโลหิตแห่งเทพีไอซิส ความแข็งแรงและคำพูดที่ทรงอำนาจของไอซิสจะเป็นเหมือนอำนาจที่ปกป้องของสิ่งนี้และเจ้าของจากการกระทำและสิ่งที่เขารู้สึกเกลียด”
และจากจารึกในหนังสือกล่าวอีกว่า ก่อนที่จะติดเครื่องรางนี้ที่คอผู้ตายจะต้องจุ่มน้ำมันลงในน้ำที่แช่ดองอังแฮม และท่องคาถาข้างต้น เครื่องรางจะพิทักษ์ผู้ตายด้วยอำนาจแห่งโลหิตและคำพูดของไอซิส
เครื่องรางนี้เกิดจากความเชื่อในตำนานของเทวีไอซิสที่ว่า เทพีไอซิสสามารถทำให้เทพราป่วยอย่างรุนแรงด้วยอำนาจเวทมนต์ที่พระนางครอบครองและเทพราก็ประทานเวทมนต์แห่งการฟื้นชีพให้กับเทวีไอซิสเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้นางรักษาความเจ็บป่วยของตน เทพีไอซิสจึงสามารถปลุกร่างที่ตายแล้วของเทพโอซิริสขึ้นมาใหม่โดยการเปล่งวาจาแห่งอำนาจ
จุดประสงค์อื่นสำหรับการใช้เครื่องรางนี้กับคนตายคือ เพื่อให้ผู้ตายสามารถไปได้ทุกที่ในใต้โลก และให้เขาสามารถอยู่บนสวรรค์ หรือในโลกมนุษย์ได้
4. อังค์ - Ankn สัญลักษณ์แห่งชีวิต เพื่อชีวิตอันยืนยาวและมั่นคง
อังค์ คือเครื่องรางที่เก่าแก่ที่สุดของชาวไอยคุปต์ ภาษาอักษรภาพของคำว่าอังค์ หมายถึง “ชีวิต การดำรงชีวิต และชีวิตอมตะ” การดำรงชีวิตนั้นความหมายของชาวอียิปต์โบราณนั้นไม่เพียงแต่ในโลกปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกแห่งวิญญาณและโลกแห่งชีวิตหลังความตายอีกด้วย
ไม่มีใครทราบว่าเครื่องรางนี้ที่แท้จริงแล้วเป็นตัวแทนจากอะไร มีข้อสันนิษฐานที่ขัดกันเองว่า อังค์น่าจะเป็นต้นแบบลัทธินับถือของลับเพศชายในขณะที่บางตำราจะอ้างว่าอังค์เป็นต้นแบบของการนับถือเพศแม่
แต่ที่แน่ชัดคือ อังค์เป็นสัญลักษณ์แห่ง ”ชีวิต” เพราะพระเจ้าทุกองค์ตั้งแต่ในยุคแรกจะถือ “อังค์” ไว้ในมือโดยใช้เป็นเครื่องรางตามประเพณีนิยม เครื่องรางนี้ถูกทำขึ้นจากวัตถุหลายชนิด แม้กระทั่งในปัจจุบันเองก็ยังนิยมทำขึ้นเป็นรูปจี้ใส่สร้อยคอ
มีคำอธิบายว่า สัญลักษณ์ของอังค์ได้รวมเอาเครื่องหมายของมนุษย์ทั้งชายและหญิงเข้าไว้ด้วยกัน รูปห่วงหรือวงแหวนคล้ายกลีบดอกไม้นั้นแทนอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ส่วนที่เหลือแทนอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย
นอกจากนั้น สัญลักษณ์ของอังค์ยังแปลความหมายได้ในเชิงให้ความอุดมสมบูรณ์ว่า เป็นรูปเขื่อนกั้นน้ำขวางกั้นแม่น้ำไนล์ซึ่งไหลมาจากทะเลสาบ รูปห่วงของเครื่องหมายอังค์จึงหมายถึงทะเลสาบ ส่วนที่เป็นเส้นตรงยาวลงมาหมายถึงแม่น้ำไนล์ และเส้นที่ขวางกั้นหมายถึงเขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์ (แต่ความคิดนี้ไม่น่าเชื่อถือเพราะสมัยนั้นไม่มีเขื่อนอัสวานและความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริงของอียิปต์เกิดจากที่แม่น้ำท่วมริมฝั่งน้ำทำให้เกิดดินตะกอนสีดำที่อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก การมีเขื่อนทำให้ความอุดมสมบูรณ์นี้หมดไป)
5. อุดจา - Udja หรือลำต้นปาปิรัสที่มัดกันแน่น (Papyrus bundle) เพื่อความโชคดีมีชัย
6. วอส - Was หรือ คทาแห่งเทพเจ้าพทาห์ (Sceptre of Ptah) เพื่อความร่ำรวยมั่งคั่ง
เครื่องรางอื่นๆ
1. คทาหัวสุนัข - Dog-head Sceptre สัญลักษณ์แห่งอำนาจ (สัญลักษณ์ที่อยู่ซ้ายสุด)
2. ouadj คือ เครื่องรางที่จำลองมาจากลูกตุ้มหรือ Pendulum ใช้สำหรับการคำนวณทางคณิตศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ เชื่อว่าเป็นเครื่องรางของเทพธอร์ธ
3. ยูเรอัส - เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์เเละอำนาจ บ้างเชื่อว่ากำเนิดจากพระเนตรเเห่งรา, บ้างว่าเทวีไอซิสเป็นผู้สร้าง มีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้สวมใส่หรือเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างอริราชศัตรู เล่ากันว่ายูเรอัสจะพ่นเปลวไฟออกมาเผาผลาญผู้เป็นศัตรูของฟาโรห์
ยูเรอัสอีกความหมาย หมายถึง มงกุฎรูปงูเห่ากำลังชูคอแผ่แม่เบี้ย ประดับอยู่บนมงกุฎตรงพระนลาฎของฟาโรห์มงกุฎประดับยูเรอัสเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการดำรงตำแหน่งฟาโรห์ที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลและธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา
ยูเรอัสยังเป็นสัญลักษณ์แทนเทวีวัดเจ็ต เทวีแห่งอาณาจักรล่าง เทพเจ้าเก๊บทรงถวายมงกุฎประดับยูเรอัสแด่ฟาโรห์เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงตำแหน่งฟาโรห์ อีกทั้งยังถือว่าเป็นมงกุฎศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจ้าราและเทพเจ้าฮอรัสทรงสวม ตามตำนานหรือนิยายไอยคุปต์ที่มีชื่อเสียงหลายเรื่องได้กล่าวว่างูเห่ามีอำนาจในการพ่นไฟเข้าใส่ศัตรูของผู้สวมใส่มงกุฎเสมอ
4. เชน (ไม่มีข้อมูล)
5. ซา (ไม่มีข้อมูล) - ซาคือเครื่องรางที่ป้องกันสิ่งชั่งร้ายหรือภูตผีปีศาจโดยเฉพาะใช้กับเด็กทารกแรกเกิด
6. เมนัต (ไม่มีข้อมูล)
7. เซม (ไม่มีข้อมูล)
8. The Collar of Gold เครื่องรางปลอกคอทอง
พบว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางนี้ และมีการใช้ในสมัยราชวงศ์ที่ 26 หรือประมาณ 550 ปีก่อนคริสตกาล จุดประสงค์ทำขึ้นเพื่อให้อำนาจกับผู้ตายในการปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งที่พันธนาการอยู่ ซึ่งเครื่องรางจะถูกทำขึ้นจากทองคำและใช้สวมคอผู้ตายในวันทำพิธีฝังศพ พร้อมท่องบทต่อไปนี้
"โอ... บิดา น้องชาย และมารดาของเทพโอซิริส ฉันเป็นผู้ไม่ถูกพันธนาการ และเป็นคนหนึ่งที่จะได้พบกับเทพเซ็ป"
9. The Pillow of Amulet เครื่องรางแห่งหมอน
เครื่องรางชนิดนี้มีรูปแบบเป็นหมอน ซึ่งถูกพบว่าวางอยู่ใต้คอของมัมมี่ในโลงศพ โดยมีจุดประสงค์เพื่อพยุงและป้องกันศีรษะของผู้ตาย ซึ่งมักจะถูกทำขึ้นจากแร่เฮมาไทต์และจารึกด้วยข้อความที่บันทึกไว้ในบทที่ 166 ของ The Book of The Dead ดังนี้
“ขอให้ท่านลุกขึ้น โอ... ผู้ซึ่งนอนอยู่ด้วยความเจ็บป่วย จงยกศีรษะของท่าน ท่านถูกปลุกขึ้นมาเนื่องจากสิ่งที่ท่านได้เคยทำเพื่อตัวของตัวเอง พทาห์ได้ทำลายศัตรูตามคำสั่งของท่าน ท่านคือโฮรัส บุตรของฮาเธอร์ ผู้ซึ่งสามารถคืนชีพได้ภายหลังการตาย ศีรษะของท่านจะไม่ถูกนำไปจากตัวท่านตลอดไป”
บันทึกนี้มีความผิดพลาดตรง “โฮรัสบุตรของฮาเธอร์ผู้ซึ่งสามารถคืนชีพได้ภายหลังการตาย” นี่แหล่ะ เพราะเทพโฮรัสคือสวามีของเทพีฮาเธอร์ เทพโฮรัสเป็นบุตรของเทพีไอซิสกับเทพโอซิริส และผู้ที่คืนชีพหลังความตายคือเทพโอซิริสไม่ใช่เทพโฮรัส (เห็นมั้ยว่าบางครั้งต้องอ่านจากหลายที่ไม่งั้นจะได้ข้อมูลแบบนี้) - -“
10. The Amulet of Aegis: Aegis (Egis) โล่
เป็นเครื่องรางที่ค่อนข้างหายากมาก เครื่องรางชนิดนี้มีลักษณะเป็นรูปโล่ขนาดเล็ก รูปครึ่งวงกลม มักทำด้วยทองคำด้านบนมีรูปเทพเจ้า Mut ประดับด้วยงูเห่าแผ่พังพาน และเหยี่ยวคู่หนึ่งประกบซ้ายและขวา Aegis เป็นเครื่องรางที่เชื่อกันว่าช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากวิญญาณชั่วร้าย
จากรูปทรงและชื่อ แต่ความคิดผู้เขียนคิดว่าคงเป็นเครื่องรางยุคหลังๆ ที่ได้วัฒนธรรมจากทางกรีกผสมเข้ามาด้วย
11. เครื่องรางหัวใจ
หัวใจไม่ใช่แค่เพียงตำแหน่งของอำนาจในชีวิต แต่ยังเป็นแหล่งของความคิดที่ดีและไม่ดี และถูกแยกออกมาเพื่อทำการอาบน้ำยาเหมือนปอด ภายใต้การรักษาของ”เทพทัวมูเตฟ” ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก ดังที่มีเนื้อหาบางตอนใน “The Book of the Dead” ที่กล่าวถึงการเตรียมศพ และหัวใจของผู้ตาย
“ขอให้หัวใจของฉันจงอยู่กับฉัน และขอให้มันพักอยู่ที่นี้ ฉันจะไม่ทานขนมปังของเทพโอซิริส ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของทะเลสาบแห่งดอกไม้ ฉันจะไม่ลงเรือที่จะล่องแม่น้ำไนล์และที่อื่น ฉันจะไม่ล่องเรือไปตามลำแม่น้ำไนล์กับท่าน บางที่ฉันอาจจะพูดและเดินไป มือและแขนทั้งสองต่อสู้กับศัตรู ประตูแห่งสวรรค์เปิดให้กับฉัน
ขอให้เซ็บซึ่งเป็นบุตรของเทพเจ้าเปิดทางให้กับเขาและเปิดตาทั้งสองข้างให้กับฉัน แก้มัดขาทั้งสองข้างของฉัน
ขอให้อานูบิสทำให้ขาของฉันแข็งแรงเพื่อจะยืนขึ้น ขอให้เทวีเซเก็ตทำให้ฉันขึ้นสู่สวรรค์ ขอให้เทพพทาห์ทำตามคำสั่ง ขอให้ฉันเข้าใจและสามารถควบคุมขาและมือของตน มีอำนาจจะทำในสิ่งที่พอใจ วิญญาณจะไม่ถูกยึดติดกับร่างกายที่ทางเข้าสู่อเวจี แต่จะไปยังที่สงบ”
เชื่อว่าเมื่อผู้ตายได้กล่าวคำเหล่านี้ เขาจะได้เป็นเจ้าของอำนาจที่ต้องการในโลกหน้า เมื่อได้รับอำนาจที่จะบัญชาจิตใจและวิญญาณ ก็จะสามารถไปที่ไหนหรือทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ
การกล่าวถึงเทพพทาห์และเทวีเซเก็ตผู้เป็นภรรยานั้น แสดงให้เห็นว่ามันถูกเขียนโดยนักบวชสมัยเมมฟิส ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบความคิดที่ดีที่สุดในอดีตกาล สอดคล้องกับคัมภีร์ของ เนกตุ อาเมน ที่ว่าเครื่องรางแห่งหัวใจทำจากหิน Lapis Lazuli ซึ่งเป็นหินที่เชื่อกันว่าจะทำให้เกิดคุณประโยชน์กับผู้ที่สวมใส่ ในบทที่ 64 ของ “The Book of the Dead” เราพบจดหมายในยุคของฟาโรห์เคเซฟติช่วงประมาณ 4,300 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งพิสูจน์ได้ถึงความพิเศษของมัน
“แม้ว่าหัวใจจะถูกนำมาให้กับมนุษย์โดยวิธีข้างต้น แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ไม่ให้สัตว์ร้ายมาขโมยหัวใจไป”
จึงมีการเขียนบันทึกขึ้นเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายเพื่อไม่ให้มาขโมยหัวใจใน “The Book of the Dead” ถึง 7 บท (บทที่ 27, 28, 29,29A, 30, 30A, 30B) ตัวอย่างเช่น บทที่ 27 กล่าวถึงเครื่องรางของหัวใจซึ่งทำจากสีขาวและใส มีเนื้อหาดังนี้
“ท่านผู้ซึ่งนำหัวใจไป ท่านผู้ซึ่งขโมยหัวใจไปและทำให้หัวใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ขอจงอย่าทำอันตรายเขาเลย ข้าฯ ขอสักการะต่อท่านผู้ไม่มีวันตาย ผู้ครอบครองความเป็นนิรันดร์ โปรดอย่านำหัวใจของโอซิริสไป ขอหัวใจได้อยู่ในร่างของมัน หัวใจของโอซิริสคือชัยชนะ มันถูกทำขึ้นใหม่เบื้องหน้าพระเจ้า เขาจะได้รับอำนาจเหนือมัน ไม่ถูกตัดสินในสิ่งที่ได้กระทำลงไป เขาจะมีอำนาจเหนืออวัยวะทุกส่วน หัวใจจะเชื่อฟังเขา เขาเป็นนายของมัน มันอยู่ในร่างของเขาและไม่จากไปไหน ฉันเทพโอซิริสได้ชัยชนะอย่างสงบ ขอให้ท่านเชื่อฟังฉันที่อยู่ไต้โลก”
บทที่ 29B ได้กล่าวถึงเครื่องรางที่ทำจาก หิน Canelian ซึ่งพบตัวอย่างได้มากมายตามพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า
“ฉันคือ ”เบนนู” วิญญาณแห่งเทพราและเป็นผู้นำพระเจ้าใต้โลก เพื่อให้เชื่อฟังพวกเขาเป็นทวีคูณดังนั้นวิญญาณของโอซิริสจึงขึ้นมาเพื่อให้เชื่อเขาเป็นสองเท่า”
เบนนูเป็นวิญญาณของโอซิริส ดังนั้นเครื่องรางที่มันนำมาจึงคุ้มครองโอซิริสและรา (Special Thanks: Egyptian Magic. By: E.A. Wallis Budge.) จากตรงนี้บทความก็ขัดกันเองอีก ตอนแรกบอก “เบนนู” เป็นวิญญาณเทพราตอนหลังบอกเป็นของโอซิริส
12. scarab - เครื่องรางแห่งปีกแมลงทับ
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเครื่องรางแห่งหัวใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากที่สุดในการปกป้องหัวใจมักถูกทำเป็นรูปแมลงปีกแข็ง
ในยุคแรกเราพบว่าชาวอียิปต์โบราณเชื่อเกี่ยวกับแมลงชนิดนี้มานานตั้งแต่ยุคของการสร้างปิรามิด โดยมีเหตุผลว่าแม้หัวใจถูกนำออกจากร่างก่อนจะทำการอาบยาศพ แต่ร่างกายยังต้องการสิ่งอื่นที่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งของชีวิตและการเคลื่อนไหวในชีวิตใหม่ “สิ่งนั้นจะถูกวางแทนที่ การใช้หินรูปหัวใจซึ่งได้ผ่านการลงคาถาเพื่อปกป้องหัวใจจากการนำไปโดยพวกขโมยหัวใจ” แต่มันก็เป็นเพียงหินไม่สามารถกลายเป็นสิ่งมีค่ากับชีวิตใหม่ แต่แมลงปีกแข็งครอบครองอำนาจด้วยตัวเอง
ถ้าเราใช้รูปแมลงปีกแข็งและเขียนข้อความที่เหมาะสม มันจะปกป้องทั้งร่างกายที่ตายไปแล้วและร่างใหม่ที่เขาไปอยู่ ยิ่งกว่านั้นแมลงปีกแข็งเป็นสัญลักษณ์ของเทพเคปริหรือคีเป-รา ผู้บังคับพระอาทิตย์ให้ข้ามไปในท้องฟ้า (สุริยเทพยามเช้า)
ชาวอียิปต์โบราณได้คัดเลือกแมลงที่จะนำมาทำเครื่องรางและตกลงที่จะใช้แมลงในตระกูลลาเมลลิคอร์น ซึ่งมีอยู่ในเขตศูนย์สูตร
แมลงพวกนี้มักจะมีตัวใหญ่สีดำ แต่บางทีก็มีสีลักษณะพิเศษที่สามารถสังเกตได้อยู่ที่โครงสร้างและฐานของขาหลัง ซึ่งขาแต่ละข้างที่อยู่ติดลำตัวจะอยู่ห่างกันมากทำให้ลักษณะการเดินดูผิดปกติ การมีโครงสร้างเฉพาะแบบนี้ ทำให้มันสามารถกลิ้งมูลสัตว์ขนาดกลมมีขนาดประมาณ 1 ½- 2 นิ้วโดยขาหลังนำไปฝังในหลุมเพื่อใช้เลี้ยงตัวอ่อนขณะวางไข่ ซึ่งการกลิ้งก้อนมูลสัตว์ โดยพวกมันจะทำในช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดของวัน ทำให้ขาหลังของมันแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนได้
คนโบราณได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแมลงปีกแข็งชนิดนี้ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์สคาราโบคัส ซาเซอร์ อเทนซุส อียิปโตเรียม นักเขียน 3 ท่าน ได้แก่ เอเลียน พอร์ฟีรี โฮราพอลโอ ได้ประกาศว่า แมลงชนิดนี้ไม่มีตัวเมีย โดยคนสุดท้ายกล่าวว่า “มันจะมีการวางไข่เท่านั้น เพราะมันเป็นพวกสร้างตัวเองจึงไม่ต้องใช้ตัวเมีย” (ความเชื่อคนสมัยนั้นนะ)
การที่แมลงชนิดนี้บินในช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนที่สุดของวันทำให้มันถูกกำหนดเป็นเอกลักษณ์ของพระอาทิตย์ และมูลสัตว์ก้อนกลมเปรียบเป็นพระอาทิตย์ ความเชื่อว่าเทพคีเป-ราทำให้พระอาทิตย์เคลื่อนผ่านท้องฟ้าก็มีผลทำให้เรียกแมลงนี้อีกชื่อว่า “คีเป-รา” แปลว่า “ผู้ทำให้โคจร”
พระอาทิตย์ (ก้อนมูลสัตว์) บรรจุตัวอ่อนของมัน มันจึงกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์แห่งพระอาทิตย์
ผู้สร้างชีวิตเทพคีเป-รา และยังเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตแต่เฉื่อยชา ซึ่งก็คือการเริ่มต้นมีชีวิตทุกยุค พระองค์จะถูกพิจารณาให้เป็นเทพแห่งการฟื้นคืนชีพ เมื่อแมลงถูกรวมให้เป็นพวกเดียวกับพระองค์ มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าและการฟื้นคืนชีพ
แต่ร่างของคนตายถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็ได้บรรจุตัวอ่อนของชีวิต ซึ่งก็คือ “วิญญาณ” ที่ถูกเรียกให้ฟื้นโดยบทสวดที่ท่องในพิธีฝังศพ ซึ่งเปรียบก้อนมูลที่บรรจุตัวอ่อนของแมลงเหมือนกับร่างของคนตาย เมื่อแมลงสามารถให้ชีวิตกับไข่ในก้อนมูลสัตว์ได้ เขาจึงใช้มันเพื่อให้ชีวิตกับคนตาย โดยวางแมลงที่ถูกเสกหรือสลักคาถาลงบนอกของผู้ตาย
แนวคิดเรื่อง ”ชีวิต” ที่ติดอยู่กับแมลงชนิดนี้มาเป็นเวลานานแล้วในอียิปต์และซูดานตะวันออก ปัจจุบันได้มีการนำแมลงมาทำแห้งและนำไปบดผสมน้ำให้ผู้หญิงดื่ม เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้กำเนิดชีวิตมากหรือมีลูกมากนั่นเอง
ในอดีตเมื่อผู้ชายต้องการจะขับไล่ผลที่เกิดจากคาถาทุกชนิด เขาจะตัดหัวและปีกของแมลง แล้วต้มในน้ำมันจนอุ่น นำไปแช่ในน้ำมันของงูใหญ่ ต้มให้เดือดและดื่มส่วนผสมทั้งหมด
ครั้งหนึ่งเมื่อมีการจำได้ถึงประเพณีการฝังแมลงกับศพของคนตาย การนำมันมาเป็นเครื่องประดับก็กลายเป็นค่านิยม ทำให้มีการสะสมแมลงเหล่านี้เกือบทุกรูปแบบ การใช้เครื่องรางชนิดนี้ได้แพร่ไปยังเอเชียตะวันตกและอีกหลายประเทศที่อยู่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
จากคัมภีร์ “แหวนแห่งฮอรัส” และ “พิธีกรรมของแมลง” ของชาวกรีก-โรมัน กล่าวว่า
1. นำแมลงซึ่งถูกสลักคาถา และนำไปวางบนโต๊ะ ซึ่งใต้โต๊ะมีผ้าลินินบริสุทธิ์วางอยู่บนไม้มะกอก ตรงกลางโต๊ะมีกระถางกำยาน
2. นำแหวนใส่ในน้ำมันที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์และสะอาดแล้ว
3. จากนั้นวางลงในกระถางกำยาน ทิ้งไว้ 3 วัน
4. เมื่อครบกำหนดให้นำไปเก็บรักษาในที่ๆ ปลอดภัย ในงานพิธีให้ตั้งมันไว้ใกล้กับขนมปังและผลไม้
5. ในระหว่างพิธีให้นำแหวนขึ้นจากน้ำมัน
6. วันต่อมานำน้ำมันมาเจิมตัวเอง หันหน้าไปทางตะวันออกและท่องคาถาดังนี้
“ฉันคือธ็อท ผู้ประดิษฐ์คิดค้นยาและตัวอักษร ขอให้ท่านผู้อยู่ใต้โลกจงมาสถิตอยู่กับฉัน ลุกขึ้นมาท่านผู้เป็นวิญญาณอันยิ่งใหญ่”
ถือเป็นอันว่าเสร็จพิธี แมลงมักจะถูกทำจากอัญมณีมีค่า ด้านใต้จะสลักรูปเทพไอซิส วันที่เหมาะสมในการทำพิธีคือวันที่ 7 9 10 12 14 16 21 และ 25 ส่วนวันอื่นๆให้งด (Special Thanks: Egyptian Magic. By: E.A. Wallis Budge.)
เตือนให้ตระหนักว่า... อย่างมงาม - -“ ที่เอามาให้อ่านคืออ่านได้ความรู้ไม่ใช่ให้เชื่อ จริงๆ ไม่อยากลงด้วยแต่เพราะอยากคงข้อมูลเดิมไว้มากสุดถึงตัดสินใจลง
wing scarab - เคปริ
Egyptian Amethyst Scarab
Egyptian Carnelian Scarab
Egyptian Pink Jasper Stone Scarab
เรียบเรียง : lilypixel
อ้างอิง - คุณ Imseti , หนังสือ "มหากษัตรีอาณาจักรอียิปต์พระนางแฮตเชปชุต" ,คุณแอ้มบอร์ด iyakoop
http://www.lib.ru.ac.th/journal/lucky_stone1.html
http://dbsql.sura.ac.th/know/egypt/page4-4.htm
http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=211222&chapter=64
http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=211222&chapter=91

เสริมให้อีกนิดนึงอีกคราคับ
ยูเรอัส เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์เเละอำนาจ เชื่อว่ากำเนิดจากพระเนตรเเห่งรา...มีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้สวมใส่หรือ
เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างอริราชศัตรู(คำพูดซะสวยหรูเลย)
เล่ากันว่ายูเรอัสจะพ่นเปลวไฟออกมาเผาผลาญผู้เป็นศัตรูของฟาโรห์
#1 By Imseti on 2008-09-18 16:53