หินวิเศษหรือเครื่องราง

“เครื่องราง” ใช้เรียกวัตถุหรือเครื่องประดับที่ชาวอียิปต์โบราณใช้เพื่อคุ้มครองมนุษย์ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ตายไปแล้วจากสิ่งชั่วร้ายและศัตรู

คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับหมายถึง “การสวมหรือพกติดตัว” ด้วยเหตุนี้ “เครื่องราง” ก็คือบางสิ่งที่สวมหรือพกติดตัวและชื่อนี้ได้ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางกับเครื่องประดับที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติอีกด้วย

แม้ว่ายังไม่ทราบแน่ชัดว่าจุดมุ่งหมายดั้งเดิมของการใช้เครื่องรางนั้นเพื่อปกป้องร่างกายที่มีชีวิตหรือตายไปแล้ว แต่ในตอนแรกเครื่องรางมักจะถูกสวมใส่เพื่อปกป้องเจ้าของจากสัตว์ร้ายหรืองูใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปการพัฒนาความคิดและความเชื่อทางศาสนาได้ก้าวหน้าไปด้วย ทำให้เครื่องรางซึ่งเป็นตัวแทนแนวคิดแบบใหม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากที่จุดประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้มีชีวิตกลายเป็นคุ้มครองคนที่ตายแล้ว

ด้วยความเชื่อที่ว่าคนตายสามารถกลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้งของคนอียิปต์โบราณ เครื่องรางจึงมีวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดคือเพื่อป้องกันร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย ร่างกายของคนที่ตายไปแล้วโดยเฉพาะคนชั้นสูงจึงเป็นเสมือนสถานที่ที่ใช้เก็บเครื่องรางต่างๆ

โดยคนสมัยนั้นจะวางเครื่องรางบนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย หนอน การขึ้นรา การเน่าเปื่อยแล้วพันผ้าทับหลายๆ ชั้น (สังเกตมั้ยมัมมี่ของฟาโรห์ที่พบทำไมผ้าพันพระศพถึงขาดกระจุยเพราะพวกโจรแกะผ้าหาเครื่องรางที่ทำจากอัญมณีและทองคำนี่แหล่ะ) ถึงแม้ว่าชาวอียิปต์เริ่มมีความเชื่อว่าเครื่องรางมีคุณสมบัติใช้รักษาศพแต่ก็ไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าเครื่องรางจะทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

เครื่องรางจึงเหมือนเป็นตัวแทนของความเชื่อและงมงายแบบเก่าซึ่งแม้ชาวอียิปต์โบราณเองก็ยังสงสัยถึงต้นกำเนิดและความแท้จริงของมัน

 

เครื่องรางแบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ พวกที่มีคำจารึกของคาถาและพวกที่ไม่มีคำจารึก

ในยุคแรกสุดคาถาคือบทสวดจะถูกท่องใส่เครื่องรางที่จะใช้สวมหรือวางบนศพโดยนักบวช แต่ต่อมาคาถาต่างๆ ก็ถูกจารึกลงบนเครื่องรางอีกครั้งเพื่อให้เกิดอำนาจเป็น 2 เท่า คืออำนาจที่มีอยู่ในวัตถุที่ใช้ทำเครื่องรางเองและอำนาจที่เกิดจากคำจารึกบนเครื่องราง

เครื่องรางชุดแรกสุดที่ชาวอียิปต์โบราณรู้จักได้แก่ ชิ้นของหินสีเขียว กระดูกสัตว์ และอื่นๆ ซึ่งพบถูกวางอยู่บนหน้าอกของคนตาย มีการพบสิ่งเหล่านี้จำนวนมากในหลุมศพหลายแห่ง

เครื่องรางชื่อแรกที่พบ คือ “เฮกัว” คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 ก่อนคริสตกาล ซึ่งส่วนที่สำคัญถูกบันทึกไว้ใน “The Book of the Dead” โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตอยู่กับผู้ตาย

สมมติฐานที่พอน่าเชื่อถือเป็นของ M.J.A.Morgan กล่าวว่า เฮกัวถูกสร้างขึ้นเพื่อ “เป็นสิ่งที่ใช้เพื่อบูชา” มีการใช้มันอย่างมากมายและแพร่หลายจนสิ้นสุดยุคหินใหม่ ยุคต่อมาได้มีการใช้หินรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่มีคำจารึกแทนกระดูกสัตว์ ตามทฤษฎีบอกว่าวัตถุพวกนี้ถูกทำขึ้นจากหินลับมีดลงสี และเชื่อว่าหินสีเขียวซึ่งพบบนอกคนตายอาจจะช่วยให้ฟื้นจากความตายได้

แต่ประเพณีการเขียนเฮกัวบนกระดาษนั้นมีความเก่าแก่เท่ากับการเขียนบนหิน เราได้พบคำจารึกบนกำแพงทางเดินและห้องโถงในปิรามิดของฟาโรห์ยุค 3,300 ปีก่อนคริสตกาลว่า “หนังสือกับถ้อยคำแห่งอำนาจวิเศษ” จะถูกฝังไปพร้อมกับเขา

นอกจากนั้นเรายังได้ทราบว่า หนังสือซึ่ง “เตตะ” ฟาโรห์ยุค 3,266 ปี ก่อนคริสตกาลมีนั้น “จะทำให้เกิดผลเหนือจิตใจของพระเจ้า” จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่า คัมภีร์ทางศาสนาทุกเล่มที่ถูกเขียนขึ้นตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลุมฝังศพ เสา เครื่องราง โลงศพ หรือบนกระดาษ จุดประสงค์เพื่อให้พระเจ้ามาอยู่ใต้อำนาจของคนตายและทำตามในสิ่งที่ผู้ตายต้องการ

เครื่องรางของอียิปต์โบราณสำคัญๆ แบ่งได้เป็น 6 ประเภท 

1. ดวงตาฮอรัส - อัตจัต - วัตเจ็ต (Eye of Horus, Udjat ,Wadjet Eye) ถ้ามีแต่ดวงตาส่วนตรงกลางจะเรียก "ดวงตาฮอรัส" ถ้ามีนกแร้งและงูประกบจะเรียก "อัตจัตหรือวัตเจ็ต" มีไว้เพื่อป้องกันภัยจากสิ่งชั่วร้าย

ดวงตาวัตเจ๊ด หมายถึง พระเนตรด้านซ้ายที่เรียกว่าพระเนตรแห่งดวงจันทร์ของเทพเจ้าฮอรัสที่ถูกควักออกมาขณะสู้กันกับเทพเซ็ท ต่อมาเทพเจ้าท็อตทรงใช้เวทมนตร์ใส่ให้ดังเดิม  เครื่องรางรูปดวงตาวัตเจ๊ตเป็นที่นิยมของชาวไอยคุปต์มาก  เนื่องจากเชื่อว่าผู้สวมใส่จะรอดพ้นจากภูตผีปิศาจและอำนาจชั่วร้ายต่าง ๆ  เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังแสงสว่างที่แฝงอยู่ในพระวรกายของเทพเจ้าฮอรัส 

 
 
 
 

2. ดเจ็ต - Djedwy, Djed the Pillar (Pillar of Osiris) ,The amulet of the Tet เสาของเทพเจ้าโอซิริส มีไว้เพื่อความเป็นอมตะ  

 
 
    

Djed เป็นเครื่องรางสัญลักษณ์ของเทพเจ้าโอซิริสมีลักษณะเป็นรูปกระดูกสันหลัง ตามความหมายที่ปรากฏในภาษาอักษรภาพโบราณหมายถึง “ความมั่นคงแข็งแกร่ง” ขนาดที่ทำขึ้นจะแตกต่างกันออกไปตามยุคตามสมัยของฟาโรห์แต่ละพระองค์ที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ว่ามีความมั่นคงแค่ไหน

 

เครื่องรางชนิดนี้ตำราบางเล่มกล่าวว่าเป็นตัวเเทนของกระดูกสันหลังโอไซริสเเละบางที่กล่าวว่ามันเเทนเสาที่ค้ำยันระหว่างโลกกับฟ้า 4 ต้นซ้อนกัน และอาจจะเป็นตัวแทนของต้นไม้เทพซึ่งเทพีไอซิสเก็บพระศพของพระสวามีพระองค์ไว้ เส้นขวาง 4 เส้น แสดงให้เห็นถึงสิ่งสำคัญ 4 ชิ้น อันเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญสูงสุดในศาสนาของชาวอียิปต์ ซึ่งแสดงถึงการฟื้นคืนชีพของเทพโอซิริสในยุคใหม่และยังถือเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะที่มีต่อเทพเจ้าเซ็ต นั่นถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการสักการะเทพโอซิริส ซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ใน “The book of the Dead” ดังนี้

“ลุกขึ้นเถิดโอซิริส ท่านยังมีกระดูกสันหลังและหัวใจ มีสิ่งที่ใช้ผูกคอและหลังและยังมีหัวใจ ลุกขึ้นนั่งเถิด ข้าฯใส่น้ำไว้ใต้ตัวท่านและนำเท็ต (Tet=Djed) ที่ทำจากทองคำมามอบให้กับท่าน”

 
 

Tet หรือ Djed จะถูกจุ่มในน้ำที่แช่ดอกอังแฮมเช่นเดียวกับเครื่องรางผูกมัดหรือเงื่อน Tyet และใช้วางบนคอของผู้ตาย มันจะให้อำนาจในการสร้างร่างใหม่และเป็นวิญญาณที่สมบูรณ์

คนตายในโลงจะถือเครื่องรางผูกมัดหรือเงื่อน Tyet ไว้ที่มือซ้ายและ Tet หรือ Djedในมือขวา ทั้ง 2 สิ่งมักทำจากไม้ โดยTet หรือ Djedจะลงสีทองและเงื่อน Tyet โดยมากจะใช้สีแดงหรือบางครั้งสีทอง และนอกจากนั้นก็ยังมีบันทึกว่าทั้ง 2 อย่างทำขึ้นจากทองคำก็มี 

 

             

3. เท๊ต - tyet เครื่องรางแห่งการผูกรัด เรียกอีกอย่างว่า Isis's knot (Knot of Isis) หรือ หัวนม (tit) ของเทวีไอซิส มีเพื่อตายแล้วจะได้มีโอกาสเกิดใหม่

ต้นกำเนิดเครื่องรางนี้ที่แท้จริงยังไม่สามารถระบุได้ มีลักษณะคล้ายเครื่องรางอังค์และน็อตก็คือ ประดับพระปั้นเหน่งของเทพเจ้า ตามปกติมักจะประดับคู่กับเจ็ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสหภาพ (รวมดินแดนสองอาณาจักร) และยังเป็นสัญลักษณ์แทนความร่วมมือของเทวีไอซิสและเทพเจ้าโอซิริส

 

เครื่องรางนี้เป็นตัวแทนเครื่องผูกรัดของเทพีไอซิส แต่เดิมทำมาจากทับทิม แร่สีแดง หรือวัตถุที่มีสีแดง บางครั้งทำจากทองหรือปิดทองด้วย  จาก The Book of the Dead ได้บันทึกคาถาที่มักใช้จารึกบนเครื่องรางนี้ ดังนี้

“นี่คือโลหิตแห่งเทพีไอซิส ความแข็งแรงและคำพูดที่ทรงอำนาจของไอซิสจะเป็นเหมือนอำนาจที่ปกป้องของสิ่งนี้และเจ้าของจากการกระทำและสิ่งที่เขารู้สึกเกลียด”

 

และจากจารึกในหนังสือกล่าวอีกว่า ก่อนที่จะติดเครื่องรางนี้ที่คอผู้ตายจะต้องจุ่มน้ำมันลงในน้ำที่แช่ดองอังแฮม และท่องคาถาข้างต้น เครื่องรางจะพิทักษ์ผู้ตายด้วยอำนาจแห่งโลหิตและคำพูดของไอซิส

เครื่องรางนี้เกิดจากความเชื่อในตำนานของเทวีไอซิสที่ว่า เทพีไอซิสสามารถทำให้เทพราป่วยอย่างรุนแรงด้วยอำนาจเวทมนต์ที่พระนางครอบครองและเทพราก็ประทานเวทมนต์แห่งการฟื้นชีพให้กับเทวีไอซิสเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้นางรักษาความเจ็บป่วยของตน เทพีไอซิสจึงสามารถปลุกร่างที่ตายแล้วของเทพโอซิริสขึ้นมาใหม่โดยการเปล่งวาจาแห่งอำนาจ

จุดประสงค์อื่นสำหรับการใช้เครื่องรางนี้กับคนตายคือ เพื่อให้ผู้ตายสามารถไปได้ทุกที่ในใต้โลก และให้เขาสามารถอยู่บนสวรรค์ หรือในโลกมนุษย์ได้

 

4. อังค์ - Ankn สัญลักษณ์แห่งชีวิต เพื่อชีวิตอันยืนยาวและมั่นคง

 

อังค์ คือเครื่องรางที่เก่าแก่ที่สุดของชาวไอยคุปต์ ภาษาอักษรภาพของคำว่าอังค์ หมายถึง “ชีวิต การดำรงชีวิต และชีวิตอมตะ” การดำรงชีวิตนั้นความหมายของชาวอียิปต์โบราณนั้นไม่เพียงแต่ในโลกปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกแห่งวิญญาณและโลกแห่งชีวิตหลังความตายอีกด้วย

ไม่มีใครทราบว่าเครื่องรางนี้ที่แท้จริงแล้วเป็นตัวแทนจากอะไร มีข้อสันนิษฐานที่ขัดกันเองว่า อังค์น่าจะเป็นต้นแบบลัทธินับถือของลับเพศชายในขณะที่บางตำราจะอ้างว่าอังค์เป็นต้นแบบของการนับถือเพศแม่

แต่ที่แน่ชัดคือ อังค์เป็นสัญลักษณ์แห่ง ”ชีวิต” เพราะพระเจ้าทุกองค์ตั้งแต่ในยุคแรกจะถือ “อังค์” ไว้ในมือโดยใช้เป็นเครื่องรางตามประเพณีนิยม เครื่องรางนี้ถูกทำขึ้นจากวัตถุหลายชนิด แม้กระทั่งในปัจจุบันเองก็ยังนิยมทำขึ้นเป็นรูปจี้ใส่สร้อยคอ

มีคำอธิบายว่า สัญลักษณ์ของอังค์ได้รวมเอาเครื่องหมายของมนุษย์ทั้งชายและหญิงเข้าไว้ด้วยกัน รูปห่วงหรือวงแหวนคล้ายกลีบดอกไม้นั้นแทนอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ส่วนที่เหลือแทนอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย

นอกจากนั้น สัญลักษณ์ของอังค์ยังแปลความหมายได้ในเชิงให้ความอุดมสมบูรณ์ว่า เป็นรูปเขื่อนกั้นน้ำขวางกั้นแม่น้ำไนล์ซึ่งไหลมาจากทะเลสาบ รูปห่วงของเครื่องหมายอังค์จึงหมายถึงทะเลสาบ ส่วนที่เป็นเส้นตรงยาวลงมาหมายถึงแม่น้ำไนล์ และเส้นที่ขวางกั้นหมายถึงเขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์ (แต่ความคิดนี้ไม่น่าเชื่อถือเพราะสมัยนั้นไม่มีเขื่อนอัสวานและความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริงของอียิปต์เกิดจากที่แม่น้ำท่วมริมฝั่งน้ำทำให้เกิดดินตะกอนสีดำที่อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก การมีเขื่อนทำให้ความอุดมสมบูรณ์นี้หมดไป)

5. อุดจา - Udja หรือลำต้นปาปิรัสที่มัดกันแน่น (Papyrus bundle) เพื่อความโชคดีมีชัย

6. วอส - Was หรือ คทาแห่งเทพเจ้าพทาห์ (Sceptre of Ptah) เพื่อความร่ำรวยมั่งคั่ง

เครื่องรางอื่นๆ

1. คทาหัวสุนัข - Dog-head Sceptre  สัญลักษณ์แห่งอำนาจ  (สัญลักษณ์ที่อยู่ซ้ายสุด)

 

2. ouadj คือ เครื่องรางที่จำลองมาจากลูกตุ้มหรือ Pendulum ใช้สำหรับการคำนวณทางคณิตศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ เชื่อว่าเป็นเครื่องรางของเทพธอร์ธ

 

3. ยูเรอัส - เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์เเละอำนาจ บ้างเชื่อว่ากำเนิดจากพระเนตรเเห่งรา, บ้างว่าเทวีไอซิสเป็นผู้สร้าง มีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้สวมใส่หรือเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างอริราชศัตรู เล่ากันว่ายูเรอัสจะพ่นเปลวไฟออกมาเผาผลาญผู้เป็นศัตรูของฟาโรห์

ยูเรอัสอีกความหมาย หมายถึง มงกุฎรูปงูเห่ากำลังชูคอแผ่แม่เบี้ย  ประดับอยู่บนมงกุฎตรงพระนลาฎของฟาโรห์มงกุฎประดับยูเรอัสเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการดำรงตำแหน่งฟาโรห์ที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลและธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา

ยูเรอัสยังเป็นสัญลักษณ์แทนเทวีวัดเจ็ต เทวีแห่งอาณาจักรล่าง  เทพเจ้าเก๊บทรงถวายมงกุฎประดับยูเรอัสแด่ฟาโรห์เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงตำแหน่งฟาโรห์  อีกทั้งยังถือว่าเป็นมงกุฎศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจ้าราและเทพเจ้าฮอรัสทรงสวม  ตามตำนานหรือนิยายไอยคุปต์ที่มีชื่อเสียงหลายเรื่องได้กล่าวว่างูเห่ามีอำนาจในการพ่นไฟเข้าใส่ศัตรูของผู้สวมใส่มงกุฎเสมอ

 

4. เชน (ไม่มีข้อมูล)

5. ซา (ไม่มีข้อมูล) - ซาคือเครื่องรางที่ป้องกันสิ่งชั่งร้ายหรือภูตผีปีศาจโดยเฉพาะใช้กับเด็กทารกแรกเกิด

6. เมนัต (ไม่มีข้อมูล)

7. เซม (ไม่มีข้อมูล)

8. The Collar of Gold เครื่องรางปลอกคอทอง

 
 

พบว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางนี้ และมีการใช้ในสมัยราชวงศ์ที่ 26 หรือประมาณ 550 ปีก่อนคริสตกาล จุดประสงค์ทำขึ้นเพื่อให้อำนาจกับผู้ตายในการปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งที่พันธนาการอยู่ ซึ่งเครื่องรางจะถูกทำขึ้นจากทองคำและใช้สวมคอผู้ตายในวันทำพิธีฝังศพ พร้อมท่องบทต่อไปนี้

"โอ... บิดา น้องชาย และมารดาของเทพโอซิริส ฉันเป็นผู้ไม่ถูกพันธนาการ และเป็นคนหนึ่งที่จะได้พบกับเทพเซ็ป"

9. The Pillow of Amulet เครื่องรางแห่งหมอน

 

 

เครื่องรางชนิดนี้มีรูปแบบเป็นหมอน ซึ่งถูกพบว่าวางอยู่ใต้คอของมัมมี่ในโลงศพ โดยมีจุดประสงค์เพื่อพยุงและป้องกันศีรษะของผู้ตาย ซึ่งมักจะถูกทำขึ้นจากแร่เฮมาไทต์และจารึกด้วยข้อความที่บันทึกไว้ในบทที่ 166 ของ The Book of The Dead ดังนี้

 
 

“ขอให้ท่านลุกขึ้น โอ... ผู้ซึ่งนอนอยู่ด้วยความเจ็บป่วย จงยกศีรษะของท่าน ท่านถูกปลุกขึ้นมาเนื่องจากสิ่งที่ท่านได้เคยทำเพื่อตัวของตัวเอง พทาห์ได้ทำลายศัตรูตามคำสั่งของท่าน ท่านคือโฮรัส บุตรของฮาเธอร์ ผู้ซึ่งสามารถคืนชีพได้ภายหลังการตาย ศีรษะของท่านจะไม่ถูกนำไปจากตัวท่านตลอดไป”

 
 

บันทึกนี้มีความผิดพลาดตรง “โฮรัสบุตรของฮาเธอร์ผู้ซึ่งสามารถคืนชีพได้ภายหลังการตาย” นี่แหล่ะ เพราะเทพโฮรัสคือสวามีของเทพีฮาเธอร์ เทพโฮรัสเป็นบุตรของเทพีไอซิสกับเทพโอซิริส และผู้ที่คืนชีพหลังความตายคือเทพโอซิริสไม่ใช่เทพโฮรัส (เห็นมั้ยว่าบางครั้งต้องอ่านจากหลายที่ไม่งั้นจะได้ข้อมูลแบบนี้) - -“

10. The Amulet of Aegis: Aegis (Egis) โล่

 

เป็นเครื่องรางที่ค่อนข้างหายากมาก เครื่องรางชนิดนี้มีลักษณะเป็นรูปโล่ขนาดเล็ก รูปครึ่งวงกลม มักทำด้วยทองคำด้านบนมีรูปเทพเจ้า Mut ประดับด้วยงูเห่าแผ่พังพาน และเหยี่ยวคู่หนึ่งประกบซ้ายและขวา Aegis เป็นเครื่องรางที่เชื่อกันว่าช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากวิญญาณชั่วร้าย

 
 

จากรูปทรงและชื่อ แต่ความคิดผู้เขียนคิดว่าคงเป็นเครื่องรางยุคหลังๆ ที่ได้วัฒนธรรมจากทางกรีกผสมเข้ามาด้วย

11. เครื่องรางหัวใจ

 
 

หัวใจไม่ใช่แค่เพียงตำแหน่งของอำนาจในชีวิต แต่ยังเป็นแหล่งของความคิดที่ดีและไม่ดี และถูกแยกออกมาเพื่อทำการอาบน้ำยาเหมือนปอด ภายใต้การรักษาของ”เทพทัวมูเตฟ” ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก ดังที่มีเนื้อหาบางตอนใน “The Book of the Dead” ที่กล่าวถึงการเตรียมศพ และหัวใจของผู้ตาย

“ขอให้หัวใจของฉันจงอยู่กับฉัน และขอให้มันพักอยู่ที่นี้ ฉันจะไม่ทานขนมปังของเทพโอซิริส ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของทะเลสาบแห่งดอกไม้ ฉันจะไม่ลงเรือที่จะล่องแม่น้ำไนล์และที่อื่น ฉันจะไม่ล่องเรือไปตามลำแม่น้ำไนล์กับท่าน บางที่ฉันอาจจะพูดและเดินไป มือและแขนทั้งสองต่อสู้กับศัตรู ประตูแห่งสวรรค์เปิดให้กับฉัน

ขอให้เซ็บซึ่งเป็นบุตรของเทพเจ้าเปิดทางให้กับเขาและเปิดตาทั้งสองข้างให้กับฉัน แก้มัดขาทั้งสองข้างของฉัน
ขอให้อานูบิสทำให้ขาของฉันแข็งแรงเพื่อจะยืนขึ้น ขอให้เทวีเซเก็ตทำให้ฉันขึ้นสู่สวรรค์ ขอให้เทพพทาห์ทำตามคำสั่ง ขอให้ฉันเข้าใจและสามารถควบคุมขาและมือของตน มีอำนาจจะทำในสิ่งที่พอใจ วิญญาณจะไม่ถูกยึดติดกับร่างกายที่ทางเข้าสู่อเวจี แต่จะไปยังที่สงบ”

เชื่อว่าเมื่อผู้ตายได้กล่าวคำเหล่านี้ เขาจะได้เป็นเจ้าของอำนาจที่ต้องการในโลกหน้า เมื่อได้รับอำนาจที่จะบัญชาจิตใจและวิญญาณ ก็จะสามารถไปที่ไหนหรือทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ

การกล่าวถึงเทพพทาห์และเทวีเซเก็ตผู้เป็นภรรยานั้น แสดงให้เห็นว่ามันถูกเขียนโดยนักบวชสมัยเมมฟิส ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบความคิดที่ดีที่สุดในอดีตกาล สอดคล้องกับคัมภีร์ของ เนกตุ อาเมน ที่ว่าเครื่องรางแห่งหัวใจทำจากหิน Lapis Lazuli ซึ่งเป็นหินที่เชื่อกันว่าจะทำให้เกิดคุณประโยชน์กับผู้ที่สวมใส่ ในบทที่ 64 ของ “The Book of the Dead” เราพบจดหมายในยุคของฟาโรห์เคเซฟติช่วงประมาณ 4,300 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งพิสูจน์ได้ถึงความพิเศษของมัน

“แม้ว่าหัวใจจะถูกนำมาให้กับมนุษย์โดยวิธีข้างต้น แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ไม่ให้สัตว์ร้ายมาขโมยหัวใจไป”

จึงมีการเขียนบันทึกขึ้นเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายเพื่อไม่ให้มาขโมยหัวใจใน “The Book of the Dead” ถึง 7 บท (บทที่ 27, 28, 29,29A, 30, 30A, 30B) ตัวอย่างเช่น บทที่ 27 กล่าวถึงเครื่องรางของหัวใจซึ่งทำจากสีขาวและใส มีเนื้อหาดังนี้

“ท่านผู้ซึ่งนำหัวใจไป ท่านผู้ซึ่งขโมยหัวใจไปและทำให้หัวใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ขอจงอย่าทำอันตรายเขาเลย ข้าฯ ขอสักการะต่อท่านผู้ไม่มีวันตาย ผู้ครอบครองความเป็นนิรันดร์ โปรดอย่านำหัวใจของโอซิริสไป ขอหัวใจได้อยู่ในร่างของมัน หัวใจของโอซิริสคือชัยชนะ มันถูกทำขึ้นใหม่เบื้องหน้าพระเจ้า เขาจะได้รับอำนาจเหนือมัน ไม่ถูกตัดสินในสิ่งที่ได้กระทำลงไป เขาจะมีอำนาจเหนืออวัยวะทุกส่วน หัวใจจะเชื่อฟังเขา เขาเป็นนายของมัน มันอยู่ในร่างของเขาและไม่จากไปไหน ฉันเทพโอซิริสได้ชัยชนะอย่างสงบ ขอให้ท่านเชื่อฟังฉันที่อยู่ไต้โลก”

บทที่ 29B ได้กล่าวถึงเครื่องรางที่ทำจาก หิน Canelian ซึ่งพบตัวอย่างได้มากมายตามพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า

“ฉันคือ ”เบนนู” วิญญาณแห่งเทพราและเป็นผู้นำพระเจ้าใต้โลก เพื่อให้เชื่อฟังพวกเขาเป็นทวีคูณดังนั้นวิญญาณของโอซิริสจึงขึ้นมาเพื่อให้เชื่อเขาเป็นสองเท่า”

เบนนูเป็นวิญญาณของโอซิริส ดังนั้นเครื่องรางที่มันนำมาจึงคุ้มครองโอซิริสและรา (Special Thanks: Egyptian Magic. By: E.A. Wallis Budge.) จากตรงนี้บทความก็ขัดกันเองอีก ตอนแรกบอก “เบนนู” เป็นวิญญาณเทพราตอนหลังบอกเป็นของโอซิริส

 

12. scarab - เครื่องรางแห่งปีกแมลงทับ

 

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเครื่องรางแห่งหัวใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากที่สุดในการปกป้องหัวใจมักถูกทำเป็นรูปแมลงปีกแข็ง

ในยุคแรกเราพบว่าชาวอียิปต์โบราณเชื่อเกี่ยวกับแมลงชนิดนี้มานานตั้งแต่ยุคของการสร้างปิรามิด โดยมีเหตุผลว่าแม้หัวใจถูกนำออกจากร่างก่อนจะทำการอาบยาศพ แต่ร่างกายยังต้องการสิ่งอื่นที่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งของชีวิตและการเคลื่อนไหวในชีวิตใหม่ “สิ่งนั้นจะถูกวางแทนที่ การใช้หินรูปหัวใจซึ่งได้ผ่านการลงคาถาเพื่อปกป้องหัวใจจากการนำไปโดยพวกขโมยหัวใจ” แต่มันก็เป็นเพียงหินไม่สามารถกลายเป็นสิ่งมีค่ากับชีวิตใหม่ แต่แมลงปีกแข็งครอบครองอำนาจด้วยตัวเอง

 

ถ้าเราใช้รูปแมลงปีกแข็งและเขียนข้อความที่เหมาะสม มันจะปกป้องทั้งร่างกายที่ตายไปแล้วและร่างใหม่ที่เขาไปอยู่ ยิ่งกว่านั้นแมลงปีกแข็งเป็นสัญลักษณ์ของเทพเคปริหรือคีเป-รา ผู้บังคับพระอาทิตย์ให้ข้ามไปในท้องฟ้า (สุริยเทพยามเช้า)

ชาวอียิปต์โบราณได้คัดเลือกแมลงที่จะนำมาทำเครื่องรางและตกลงที่จะใช้แมลงในตระกูลลาเมลลิคอร์น ซึ่งมีอยู่ในเขตศูนย์สูตร

แมลงพวกนี้มักจะมีตัวใหญ่สีดำ แต่บางทีก็มีสีลักษณะพิเศษที่สามารถสังเกตได้อยู่ที่โครงสร้างและฐานของขาหลัง ซึ่งขาแต่ละข้างที่อยู่ติดลำตัวจะอยู่ห่างกันมากทำให้ลักษณะการเดินดูผิดปกติ การมีโครงสร้างเฉพาะแบบนี้ ทำให้มันสามารถกลิ้งมูลสัตว์ขนาดกลมมีขนาดประมาณ 1 ½- 2 นิ้วโดยขาหลังนำไปฝังในหลุมเพื่อใช้เลี้ยงตัวอ่อนขณะวางไข่ ซึ่งการกลิ้งก้อนมูลสัตว์ โดยพวกมันจะทำในช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดของวัน ทำให้ขาหลังของมันแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนได้

คนโบราณได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแมลงปีกแข็งชนิดนี้ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์สคาราโบคัส ซาเซอร์ อเทนซุส อียิปโตเรียม นักเขียน 3 ท่าน ได้แก่ เอเลียน พอร์ฟีรี โฮราพอลโอ ได้ประกาศว่า แมลงชนิดนี้ไม่มีตัวเมีย โดยคนสุดท้ายกล่าวว่า “มันจะมีการวางไข่เท่านั้น เพราะมันเป็นพวกสร้างตัวเองจึงไม่ต้องใช้ตัวเมีย” (ความเชื่อคนสมัยนั้นนะ)

 

การที่แมลงชนิดนี้บินในช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนที่สุดของวันทำให้มันถูกกำหนดเป็นเอกลักษณ์ของพระอาทิตย์ และมูลสัตว์ก้อนกลมเปรียบเป็นพระอาทิตย์ ความเชื่อว่าเทพคีเป-ราทำให้พระอาทิตย์เคลื่อนผ่านท้องฟ้าก็มีผลทำให้เรียกแมลงนี้อีกชื่อว่า “คีเป-รา” แปลว่า “ผู้ทำให้โคจร”

พระอาทิตย์ (ก้อนมูลสัตว์) บรรจุตัวอ่อนของมัน มันจึงกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์แห่งพระอาทิตย์

ผู้สร้างชีวิตเทพคีเป-รา และยังเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตแต่เฉื่อยชา ซึ่งก็คือการเริ่มต้นมีชีวิตทุกยุค พระองค์จะถูกพิจารณาให้เป็นเทพแห่งการฟื้นคืนชีพ เมื่อแมลงถูกรวมให้เป็นพวกเดียวกับพระองค์ มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าและการฟื้นคืนชีพ

 

แต่ร่างของคนตายถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็ได้บรรจุตัวอ่อนของชีวิต ซึ่งก็คือ “วิญญาณ” ที่ถูกเรียกให้ฟื้นโดยบทสวดที่ท่องในพิธีฝังศพ ซึ่งเปรียบก้อนมูลที่บรรจุตัวอ่อนของแมลงเหมือนกับร่างของคนตาย เมื่อแมลงสามารถให้ชีวิตกับไข่ในก้อนมูลสัตว์ได้ เขาจึงใช้มันเพื่อให้ชีวิตกับคนตาย โดยวางแมลงที่ถูกเสกหรือสลักคาถาลงบนอกของผู้ตาย

แนวคิดเรื่อง ”ชีวิต” ที่ติดอยู่กับแมลงชนิดนี้มาเป็นเวลานานแล้วในอียิปต์และซูดานตะวันออก ปัจจุบันได้มีการนำแมลงมาทำแห้งและนำไปบดผสมน้ำให้ผู้หญิงดื่ม เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้กำเนิดชีวิตมากหรือมีลูกมากนั่นเอง

ในอดีตเมื่อผู้ชายต้องการจะขับไล่ผลที่เกิดจากคาถาทุกชนิด เขาจะตัดหัวและปีกของแมลง แล้วต้มในน้ำมันจนอุ่น นำไปแช่ในน้ำมันของงูใหญ่ ต้มให้เดือดและดื่มส่วนผสมทั้งหมด

 

ครั้งหนึ่งเมื่อมีการจำได้ถึงประเพณีการฝังแมลงกับศพของคนตาย การนำมันมาเป็นเครื่องประดับก็กลายเป็นค่านิยม ทำให้มีการสะสมแมลงเหล่านี้เกือบทุกรูปแบบ การใช้เครื่องรางชนิดนี้ได้แพร่ไปยังเอเชียตะวันตกและอีกหลายประเทศที่อยู่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

จากคัมภีร์ “แหวนแห่งฮอรัส” และ “พิธีกรรมของแมลง” ของชาวกรีก-โรมัน กล่าวว่า
1. นำแมลงซึ่งถูกสลักคาถา และนำไปวางบนโต๊ะ ซึ่งใต้โต๊ะมีผ้าลินินบริสุทธิ์วางอยู่บนไม้มะกอก ตรงกลางโต๊ะมีกระถางกำยาน
2. นำแหวนใส่ในน้ำมันที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์และสะอาดแล้ว
3. จากนั้นวางลงในกระถางกำยาน ทิ้งไว้ 3 วัน
4. เมื่อครบกำหนดให้นำไปเก็บรักษาในที่ๆ ปลอดภัย ในงานพิธีให้ตั้งมันไว้ใกล้กับขนมปังและผลไม้
5. ในระหว่างพิธีให้นำแหวนขึ้นจากน้ำมัน
6. วันต่อมานำน้ำมันมาเจิมตัวเอง หันหน้าไปทางตะวันออกและท่องคาถาดังนี้

“ฉันคือธ็อท ผู้ประดิษฐ์คิดค้นยาและตัวอักษร ขอให้ท่านผู้อยู่ใต้โลกจงมาสถิตอยู่กับฉัน ลุกขึ้นมาท่านผู้เป็นวิญญาณอันยิ่งใหญ่”

ถือเป็นอันว่าเสร็จพิธี แมลงมักจะถูกทำจากอัญมณีมีค่า ด้านใต้จะสลักรูปเทพไอซิส วันที่เหมาะสมในการทำพิธีคือวันที่ 7 9 10 12 14 16 21 และ 25 ส่วนวันอื่นๆให้งด (Special Thanks: Egyptian Magic. By: E.A. Wallis Budge.)

 
 

เตือนให้ตระหนักว่า... อย่างมงาม - -“ ที่เอามาให้อ่านคืออ่านได้ความรู้ไม่ใช่ให้เชื่อ จริงๆ ไม่อยากลงด้วยแต่เพราะอยากคงข้อมูลเดิมไว้มากสุดถึงตัดสินใจลง

wing scarab - เคปริ 

 

Egyptian Amethyst Scarab

 

 


Egyptian Carnelian Scarab

 



Egyptian Pink Jasper Stone Scarab

 

เรียบเรียง : lilypixel
อ้างอิง - คุณ Imseti , หนังสือ "มหากษัตรีอาณาจักรอียิปต์พระนางแฮตเชปชุต" ,คุณแอ้มบอร์ด iyakoop

http://www.lib.ru.ac.th/journal/lucky_stone1.html 
http://dbsql.sura.ac.th/know/egypt/page4-4.htm
http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=211222&chapter=64
http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=211222&chapter=91 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาตามจองล้างจองผลาญละคับ เฮอะๆ
เสริมให้อีกนิดนึงอีกคราคับ
ยูเรอัส เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์เเละอำนาจ เชื่อว่ากำเนิดจากพระเนตรเเห่งรา...มีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้สวมใส่หรือ
เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างอริราชศัตรู(คำพูดซะสวยหรูเลย)
เล่ากันว่ายูเรอัสจะพ่นเปลวไฟออกมาเผาผลาญผู้เป็นศัตรูของฟาโรห์

#1 By Imseti on 2008-09-18 16:53

ข้อ 9. The Pillow of Amulet เครื่องรางแห่งหมอน

ใช่รูปนี้หรือเปล่าคะ

http://image.dek-d.com/2/601544/1306075jpg.

#2 By Nicojung on 2008-10-02 18:08

แปลกมากเลยไม่มีที่ไหนให้ดูอีกแล้ว

#3 By pameesa (118.173.206.40) on 2008-11-29 15:58

ขอบคุณคุณ Nicojung ค่ะ พอเห็นภาพแล้วพอจะนึกออกเลยว่าอาจจะเป็นหมอนที่ใช้หนุนคอของพระศพหรือเปล่า เลยไปหารูปมาเพิ่มแล้วค่ะ big smile

#4 By Lily Pixel on 2008-11-30 10:26

ง่า พออ่านเจอ Special Thanks: Egyptian Magic. By: E.A. Wallis Budge

ลืมไปว่าที่บ้านมีเล่มนี้นิหวา เด๋วลองไปหาอ่านดู

#5 By phoenixsea (58.64.76.80) on 2008-11-30 22:53

อัพรายละเอียดบางส่วนไป รายละเอียดที่เหลือหารูปไม่ได้ กับไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร = ="

เริ่มเบื่อ เริ่มหน่ายทำคนเดียว บางทีก็เกิดคำถามว่าทำไปทำไม บางทีจากที่สนใจจะกลายเป็นหน้าที่แล้วก็เป็นความล้าจนอยากโยนทิ้ง

#6 By iyakoop on 2009-01-07 10:36

เหนื่อยนักก็พักก่อนครับคุณ iyakoop ทำด้วยความชอบจะสนุกกว่าทำเพราะว่าเป็นหน้าที่นะครับ ^^

ยังไงถ้าอยากพักไปก่อนก็ได้ครับ เพราะว่าแค่นี้ก็มีเนื้อหามากมายเหลือเกินแล้วครับ ขอบคุณมากๆครับ ที่มาช่วยรวบรวมความรู้ให้

บอกตรงๆว่าตอนนี้ผมก็ยังสนุกกับการค้นหาความรู้ แต่ว่าบอกตรงๆ(อีกรอบ) ว่าในบอร์ด pantown มันไม่ค่อยกระเตื้องเลยครับ ผมรู้สึกว่าตั้งบอร์ดมาไม่บรรลุจุดประสงค์เลย เพราะว่าคนที่เข้ามาเล่นก็หน้าเดิมๆ ขาจรเข้ามาแล้วก็หายไปเลย ไม่เข้ามาอีก แนะนำตัว 56 คน แต่เล่นกัน 5-6 คนเอง

ไม่แปลกใจเลยที่ประเทศไทยไม่มีหนังสือนิตยสารรายเดือนเกี่ยวกับอียิปต์โบราณโดยเฉพาะ (เหมือนประเทศอังกฤษ) เพราะว่าไม่มีคนที่สนใจที่จะหาความรู้จริงๆจังๆเลย

ผมก็เริ่มหมดมุกที่จะถามคำถามในบอร์ด pantown แล้วครับ สงสัยต้องไปสนุกกับบอร์ดต่างประเทศต่อ ได้ความรู้ใหม่ แถมได้ฝึกภาษาไปด้วย

แต่ก็ดีใจ ที่ได้เจอคนชอบเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ว่าคนที่ชอบและศึกษาข้อมูลลึกๆจริง คงหาไม่ได้แล้ว... angry smile

#7 By (114.128.119.217) on 2009-01-07 19:52

คห.7 ของผมเองครับ พอดีกด Submit แล้วลืมใส่ชื่อ sad smile

#8 By Detectiveoat13 (114.128.119.217) on 2009-01-07 19:55

ขอบคุณค่ะ คงจะหายตัวไปพักฟื้นระยะหนึ่ง จะทำในสิ่งที่ตั้งใจทำตั้งแต่แรกให้เสร็จให้ได้ก่อนแล้วอาจจะหายไปถาวร

#9 By Lily Pixel on 2009-01-08 09:17

เคยได้ยินว่ามันมีเครื่องรางอีกอันนึงนะค่ะ เป็นรูปปลา เค้าว่ากันว่า เป็นเครื่องรางป้องกันไม่ให้เด็กจบน้ำในแม่น้ำไนล์ ไม่ทราบว่ามีจริงป่ะค่ะ เครื่องรางอันนั้น แล้วเค้าเรียกว่าอะไรหรอค่ะ

#10 By som (125.27.170.117) on 2009-01-08 15:38

sad smile จะพยายามสืบค้นมาตอบค่ะ ไม่ทราบเหมือนกัน

#11 By Lily Pixel on 2009-01-09 06:39

เรื่องเครื่องรางรูปปลาไปอ่านคร่าวๆใน pantown แล้วกันครับ ผมโพสต์คร่าวๆไว้แล้ว

http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board14&topic=36&action=view

คห. 14 ครับผม big smile

#12 By Detectiveoat13 (222.123.197.248) on 2009-01-10 16:38

มีเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องรางเเห่งรา ให้อ่านบ้างหรือเปล่าคะอยากรู้มากเลย

#13 By ปูนใส (202.44.130.23) on 2009-03-02 15:16

sad smile sad smile

#14 By สำรี (202.143.136.18) on 2009-03-10 17:43

#15 By ใครเป็นคนปีระมิ (117.47.72.63) on 2009-05-27 10:37

ตอนนี้กำลังบ้าอยู่ครับ

ว่าแต่ไปหาผมที่บ้างน๊า

เยี่ยมบล๊อกกันหน่อย

#16 By !BellaRock! on 2009-06-25 19:37

ดีsad smile

#17 By เพรน (125.24.26.250) on 2009-07-02 15:58

สุดยอดค่ะเว็บนี้

ขอบคุณมากเลยค่ะ

ทำให้เข้าใจเรื่องประเทศนี้อีกเยอะเลย

#18 By มิ้นท์ (119.42.83.25) on 2009-07-26 00:36

Very nice site!

#19 By ypyeuyip (89.21.131.125) on 2009-07-30 20:23

#20 By (125.26.235.89) on 2009-08-19 09:47

Very nice site!

#21 By yrpwyrwo (88.117.182.146) on 2009-09-30 20:28

ดีมากค่ะแต่เสียดาย ไม่มีข้อมูลพอ แล้วภาพไม่มีconfused smile
แต่ที่ได้ยินได้อ่านมาก็คือเทพเจ้าฮอรัสเสียตาข้างซ้ายเพราะการต่อสู้แล้วมี...มีเทวีอยู่องค์หนึ่งชื่อ....(ขอโทษจำไม่ได้)ไปเจอเทพเจ้าฮอรัสอยู่กลางทะเลทราย จึงได้ใช้ดวงตาของกวางมาใส่แทนให้แล้วก็อภิเสกกัน แต่ทำไม....ข้อความข้างบนบอกว่า เทพเจ้า ธอทส์ ใช้คาถาทำให้ดวงตาของเทพเจ้าฮอรัสกลับมาเป็นเหมือนเดิม?????open-mounthed smile

#22 By Nuth (203.153.169.212) on 2009-11-06 20:49

คุณ Nuth ครับ คือตำนานอียิปต์โบราณ มันมีมาหลายสาขา ตำราหลายเล่มก็เขียนไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าตำนานไหนถูกต้องบ้าง

คนธรรมดาๆอย่างเราๆ ทำได้เพียงอ่านหนังสือ เวปไซต์ ซึ่งก็อ้างต่อๆกันมาอีกทอดหนึ่งเรื่อยๆครับ คำตอบเดียวที่จะตอบได้ก็คือต้องไปอ่านตำนานจาก Hieroglyphs สถานเดียวครับผม

สิ่งที่อยากฝากคือ ถ้ากล่าวถึง "ตำนาน" อย่าไปฟันธง หรือหาความจริงจากมันเลยครับ เพราะว่าไม่มีตำนานใดที่ถูกต้องที่สุด ไม่มีตำนานใดที่ผิด ถ้าตำนานนั้นๆถูกจารึกเอาไว้ด้วยชาวอียิปต์โบราณจริงๆ ถือว่า "ถูกต้อง" ทั้งหมดครับ

เทพเจ้าของอียิปต์โบราณเองก็มีมากกว่า 115 องค์ แต่ละเมืองก็จะมีประวัติเทพเจ้าของตนเอง เทพเจ้าบางองค์แต่ละเมืองก็เล่าประวัติออกไปต่างกัน ตามความเชื่อของเมืองตัวเอง ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมมันมีหลายตำนานเหลือเกิน

แต่ถึงอย่างไร ตำนานของเทพเจ้าอียิปต์โบราณ ก็น่าอ่านน่าศึกษาไม่น้อยเลยครับ ^^ big smile confused smile question

#23 By iyakoop on 2009-11-07 16:39